Comedy

Hanging Up (2000) ตายล่ะ…สายหลุด

ผมเคยดูหนังเรื่องนี้รอบเแรกเมื่อ พ.ศ. 2543 ซึ่งรอบนั้นผมรู้สึกเฉยๆ และมองว่าหนังไม่สนุกสักเท่าไหร่

อาจเพราะผมมองว่าเรื่องนี้มี Nora Ephron มาร่วมดัดแปลงบท ซึ่งเธอคนนี้มีผลงานในทำเนียบอย่างเขียนบท When Harry Met Sally แล้วก็กำกับ Sleepless in Seattle กับ You’ve Got Mail ตามด้วยเหล่านักแสดงอย่าง Diane Keaton, Meg Ryan, Lisa Kudrow และ Walter Matthau พร้อมดูจากหน้าหนังก็ทำให้นึกไปว่าหนังน่าจะมาแนวตลกเบาๆ อะไรประมาณนั้น

แต่พอเนื้อในไม่เป็นไปตามที่คาด ก็เลยรู้สึกเฉยๆ กับหนังไปโดยปริยาย

ตอนแรกผมก็นึกว่าหนังจะว่าด้วยเรื่อง 3 พี่น้องกับคุณพ่อจอมวุ่นที่เจอมรสุมชีวิต แต่สุดท้ายแล้วด้วยความรักความเข้าใจและการมีกันและกันเลยทำให้พวกเขาผ่านพ้นเรื่องทั้งหลายมาได้ แล้วหนังก็จบลงอย่างเป็นสุข… นั่นคือภาพที่ผมคาด

แต่กลายเป็นว่าหนังไปอีกทางครับ หลักๆ จะเป็นเรื่องของอีฟ (Ryan) ลูกสาวคนกลางที่ต้องดูแลพ่อ (Matthau) ที่เริ่มหลงๆ ลืมๆ แล้วก็มีพฤติกรรมไม่น่ารักสารพัด ในขณะที่พี่คนโตอย่างจอร์เจีย (Keaton) และน้องคนเล็กอย่างแมดดี้ (Kudrow) ต่างก็พยายามหาทางหลีกเลี่ยงที่จะพบพ่อ อย่างมากก็คุยกับอีฟผ่านโทรศัพท์ แล้วอีฟก็ต้องเผชิญกับเรื่องหนักๆ คนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่

หนังมาในโทนเบาสมองก็จริงครับ แต่เนื้อเรื่องมันหนักนะ มันคือการที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องดูแลพ่อที่ชอบก่อปัญหา แล้วที่ผ่านมาพ่อของเธอก็ไม่ได้น่ารักสักเท่าไหร่ ถึงขั้นเคยเมาอาละวาดทำลายงานเลี้ยงหลานตัวเองก็ทำมาแล้ว ซึ่งหนังก็นำเสนอเรื่องตัดสลับระหว่างปัจจุบันกับอดีตให้เราเข้าใจภาพรวมของครอบครัวนี้ ที่จริงๆ ก็นับได้ว่าขาดความอบอุ่น พ่อแม่แยกทางกัน พี่น้องก็เหมือนจะห่างเหินกัน ต่างคนต่างก็ต้องเจอเรื่องหนักๆ และปัญหาเพียงลำพัง ไม่ได้มีคนในครอบครัวมาเคียงบ่าเคียงไหล่กัน

คงเพราะอย่างนี้น่ะครับ ผมเลยรู้สึกเฉยๆ เพราะหนังมันไม่เชิง Feel Good ไม่ใช่รอมคอม แต่เป็นการเอาภาพของครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์มานำเสนอในอารมณ์ชวนหัว ดูไปมันเลยประดักประเดิด จะรู้สึกแย่ก็ไม่ใช่ (เพราะหนังก็ไม่ได้ไปในทางดาร์คขนาดนั้น) จะรู้สึกดีก็ไม่เชิง (เพราะหนังก็ไม่ได้ Feel Good ชัดเจนอย่างที่บอก)

และการดูรอบล่าสุดของผม ในแง่ความรู้สึกจริงๆ ก็เหมือนเดิมนะ คือพล็อตหนังมันคือการเอาเรื่องเศร้าๆ เรื่องช้ำๆ มาเล่าให้ขำ รสมันเลยแปร่งๆ อยู่บ้าง และตัวหนังเองจริงๆ ก็ยังเล่าได้ไม่ลื่นครับ จุดสำคัญเลยคือบทสนทนาที่มันยังไม่ลื่น มันไม่ได้อุดมไปด้วยประเด็นหรือถ้อยคำชวนคิดแบบหนังเรื่องก่อนๆ ที่ Ephron เคยบรรเลงไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจเพราะเรื่องนี้ Ephron ไม่ได้กำกับเอง แต่ให้ Keaton มาคุม เลยทำให้หนังออกมายังไม่กลมกล่อม ยังมีความขาดๆ เกินๆ ให้รู้สึกเป็นพักๆ

ครับ ในแง่หนังสักเรื่อง มันอาจไม่ลงล็อคตอบโจทย์ไม่ว่าจะในฐานะสร้างความบันเทิง หรือในฐานะหนังดราม่าสะท้อนชีวิตคน – ส่วนหนึ่งอาจเพราะหนังพยายามจับปลาหลายมือน่ะครับ มีหลายอารมณ์ในเรื่องเดียวแต่มันยังกวนกันได้ไม่เข้าที่นัก รสชาติหนังเลยยัง “ดีได้อีก”

แต่ครับ… แต่ทว่า กลายเป็นว่าการดูรอบนี้ผมรู้สึกเชิงบวกกับหนังมากขึ้น และชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้น

อาจเพราะตอนดูรอบแรกยังถือว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่น เลยยังจับบางประเด็นได้ไม่ชัด แต่พอเวลาผ่านไป 25 ปี ได้ผ่านอะไรๆ มาพอสมควร เลยพอจะจูนติดกับบางประเด็นที่หนังนำเสนอ

ประเด็นแรกเลยก็คือ “ไม่ใช่ทุกคนที่จะพร้อมเป็นพ่อเป็นแม่” ซึ่งมันอาจจะค้านกับแนวคิดที่ว่า “การเป็นพ่อเป็นแม่น่ะ เดี๋ยวพอมีลูก แล้วมันก็จะเป็นไปเอง” อ้า นั่นก็แนวคิดหนึ่งน่ะนะครับ ในขณะที่อันนี้มันคืออีกมุมหนึ่งที่บอกว่า “ไม่เสมอไปหรอก… บางคนก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นพ่อแม่คนจริงๆ”

หนังบอกเล่าประเด็นนี้ผ่านฉากที่อีฟเดินทางไปเยี่ยมแม่ (Cloris Leachman) หลังจากที่แม่แยกทางกับพ่อ แล้วเธอก็ระบายความในใจต่างๆ ประสาลูกที่อยากเล่าความอัดอั้นให้แม่ฟัง แล้วก็หวังว่าแม่ของเธอจะเป็นที่พึ่งทางใจ จะปลอบโยนเธอ และให้คำแนะนำกับเธอได้

แต่กลายเป็นว่าพออีฟพูดไปสักพัก แม่ของเธอก็เอ่ยขึ้นว่า “ขอคิดก่อนนะว่าจะพูดยังไงดี…เอ่อ… ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นแม่ ก็ไม่ใช่เหตุผล”

“สำหรับอะไรคะ?” อีฟถาม แม่ก็พูดต่อว่า “แม่จะบอกว่า แม่ไม่ใช่ผู้หญิงที่ปลื้มกับความเป็นแม่… แต่ก่อนแม่เห็นสาวๆ ส่วนใหญ่ต้องการแต่งงานมีลูก แม่ก็เลยคิดว่าตัวเองคงเป็นอย่างนั้นด้วย แต่… มันก็ไม่ใช่”

… มันทำให้ผมตระหนักว่า หลักคิด ข้อคิด แนวคิดหนึ่งๆ นั้นส่งผลได้หลายแบบ อย่างแนวคิดที่ว่า “มีลูกไปเถอะ เดี๋ยวก็เป็นพ่อแม่ได้เอง” สำหรับบางคนก็อาจทำตามนั้นได้ครับ คือพอมีลูกแล้วค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เป็นพ่อเป็นแม่ขึ้นมาทีละนิด บางคนก็อาจเป็นได้ถึงขั้นมือโปร หรือบางคนก็อาจเป็นได้แบบกลางๆ แต่ขณะเดียวกันก็จะมีบางคนที่เพิ่งมารู้ตัวว่าไม่อยากเป็นพ่อแม่ยามเป็นพ่อแม่ไปแล้ว หรือบางคนอาจรู้ตัวว่าไม่อยากเป็นพ่อแม่ด้วยซ้ำ แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวทำให้ตกลงปลงใจมีลูกไป ครั้นพอมีก็ค่อยมาพบว่า “นี่มัน…ไม่ใช่แฮะ”

แน่นอนว่าใครที่มีลูกแล้ว เป็นพ่อเป็นแม่ไปแล้วก็ควรเลี้ยงดูต่อไปให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน เพราะมันคือ “ความรับผิดชอบ”

ส่วนใครที่มั่นใจชัวร์ๆ ว่าไม่อยากมีลูก ก็ว่ากันไปครับ แต่อยากให้ไตร่ตรองกันดีๆ สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีลูกดีไหม ลองตรวจสอบดูดีๆ ครับว่าห้วงความคิดนั้นมันเป็นเพียงความกลัว ความไม่ชัวร์ หรือมันคือตัวตนของคุณจริงๆ

แต่ดูฉากนี้แล้วมันเข้าใจเลยน่ะครับ ว่าสำหรับแม่ของอีฟแล้ว เธอตัดสินใจแล้วที่จะลาออกจากตำแหน่งแม่ เธอเลยเลือกที่จะแยกทางกับสามี แล้วก็มามีชีวิตในแบบของตัวเอง แล้วก็ไม่แคร์อีกต่อไปว่าสามีจะเป็นไง หรือลูกเธอจะไปทางไหน – ผมเชื่อว่าแต่ละคนก็จะมีมุมมองต่อเรื่องนี้ที่หลากหลายกันไปครับ ซึ่งมันจะถือว่าถูกหรือถือว่าผิด ถือว่าเป็นปัจเจก เป็นเรื่องส่วนบุคคล หรือดูไร้ความรับผิดชอบก็ว่ากันไป แต่ผมชอบที่หนังนำเสนอประเด็นแบบนี้ เหมือนเป็นการบอกน่ะครับว่า “คนที่คิดแบบนี้แบบจริงๆ จังๆ ก็มีนะ – อย่าคิดว่าทุกคนจะเกิดมาเพื่อเป็นพ่อเป็นแม่”

ประเด็นถัดมาก็คือเรื่องของพ่อ ซึ่งก็ยอมรับครับว่าพ่อของอีฟนี่บางทีก็ไม่น่ารักนะ ไม่น่ารักโดยสิ้นเชิงเลยแหละ แต่กระนั้นก็ยังมีบางเวลาที่พอยังพอจะทำหน้าที่พ่ออยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้อีฟเลยรักๆ เกลียดๆ พ่ออยู่ตลอดชีวิต บางทีก็ทนพ่อไม่ได้จนอยากตะเพิดไปให้ไกล แต่บางทีก็กอดพ่อเพราะพ่อทำให้เธอไม่ต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยว

… บางทีคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา อาจเฮงซวย อาจตกเกรด อาจไม่ได้มาตรฐาน บางคนอาจมองว่าถ้าต้องอยู่กับคนแบบนี้ สู้ไม่มีเลยยังจะดีซะกว่า

แต่หนังเรื่องนี้บอกกับเราว่า สำหรับบางคนแล้ว บางทีการมีคนใกล้ตัวที่ตกเกรด (คือมีดีบ้าง แย่บ้าง – ไม่ใช่มีแต่แย่อย่างเดียว) ก็ยังดีกว่าไม่มีใครในชีวิตเลย

ประเด็นนี้ก็เหมือนกันครับ เลือกมองกันได้ตามสะดวก ส่วนผมก็เหมือนเดิม คือมันทำให้ผมได้เปิดมุมมอง ได้เข้าใจว่าคนที่คิดแบบนี้ก็มีนะ – ทำให้เห็นเฉดสีของครอบครัวบนโลกนี้ที่มีหลายเฉดมากๆ คนจึงมีสารพัดแบบ โลกจึงมีเรื่องสารพัด ทั้งดี ไม่ดี และกลางๆ

บางครั้งถ้าคุณอยากจะทำอะไรกับโลก ก็ต้องเห็นโลกตามที่มันเป็นก่อน ว่าจริงๆ แล้วโลกมันเป็นอย่างไร…

และอีกหนึ่งสาระจากหนังที่ผมชอบก็คือ – บางครั้งชีวิตเราก็ต้อง “ตัดสาย” ซะบ้าง… ส่วนตัวมองว่า “ตัดสาย” คือคำสุภาพของ “ช่างแมร่ง” ครับ 555

สรุปนะครับ ผมชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นกว่าตอนได้ดูครั้งแรก มันไม่ใช่หนังที่ “ผมชอบ” แบบชอบหรือรัก แต่ผมชอบเพราะมันทำให้ผมเห็นแง่มุมอื่นๆ ที่เราไม่เคยเห็น, บางครั้งเราก็ลืมมองมันไป หรือบางทีก็เลือกที่จะทำเป็นไม่เห็น เพราะยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจ

เมื่อมามองย้อนดูหนังอีกที ผมว่าหนังก็ไม่ได้แย่หรอกครับ แค่ยังไม่ลมกล่อมลงตัว แต่มันก็มีประเด็นดีๆ ให้ทบทวนพิจารณา และมันอาจทำให้เราหันมามองตัวเราเองกับโครงสร้างของครอบครัวเราได้ดีขึ้น – อีกอย่างที่ทำให้ผมมองหนังบวกมากขึ้น ก็อาจเพราะมันเป็นแนวที่ผมชอบครับ… “แนวบอกเล่าช่วงหนึ่งของชีวิตคน” ยังไงล่ะครับ

ตัวหนังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จครับ ทำเงินทั่วโลกไปราว $51 ล้าน แต่ทุนสร้าง $60 ล้านครับ ก็เข้าเนื้อกันไป และนี่ก็เป็นผลงานการแสดงชิ้นสุดท้ายของ Matthau ครับ ก็ต้องขอแสดงความไว้อาลัยมา ณ ที่นี้ครับ

และผมชอบเพลงปิดท้ายเรื่องครับ เพลง Once Upon a Time ของ Jay Mcshann เป็นเพลงแจ๊ศสวยๆ ละมุน และซึ้งๆ – เนื้อเพลงนี่ยิ่งใช่ครับ ประมาณว่า “กาลครั้งหนึ่ง เราเคยนั่งใต้ต้นวิลโลว์แล้วก็นับดาว รอดูพระอาทิตย์ขึ้น… แต่มาในตอนนี้ ต้นไม้นั้นไม่อยู่แล้ว…” และจุดพีคก็คือประโยคปิดท้ายเพลงครับ “So once upon a time… never comes again.”

บางสิ่งเมื่อผ่านไปแล้ว มันก็ผ่านไปจริงๆ ไม่หวนคืนย้อนมา

และผมก็ดีใจ ที่กาลครั้งหนึ่ง ผมดูได้หนังเรื่องนี้… เป็นครั้งที่ 2

สองดาวครับ

(6/10)