ยอมรับนะครับว่าตอนแรกผมคาดหวังเรื่องฉากแอ็คชั่น พวกคิวบู๊มันส์ๆ อะไรประมาณนั้น แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่ผมได้จากหนังออกจะเป็นอะไรที่ผิดคาดอยู่หน่อยๆ
เรื่องของฮั่วจื่อหาว (เจิ้นจื่อตัน, Donnie Yen) อดีตนายตำรวจที่ผันตัวมาเป็นอัยการด้วยความมุ่งหมายว่าจะใช้หลักฐานและกฎหมายมาพิทักษ์ความยุติธรรม แต่แล้วเขาก็ต้องมาพบกับเงื่อนงำจากคดียาเสพติดที่จู่ๆ ผู้ต้องหาที่ชื่อว่าหม่าเจียเจี๋ย (Mason Fung) เกิดกลับคำให้การอย่างมีพิรุธ เขาเลยต้องออกโรงตามล่าหาความจริง จนพบโยงใยองค์กรผิดกฎหมายระดับบิ๊ก แล้วก็แน่นอนว่าฝ่ายผู้ร้ายนั้นก็ไม่ยอมปล่อยให้เขาเล่นงานพวกมันง่ายๆ
งานนี้เลยต้องมีชนกันจนได้ครับ
หนังถือว่ารวมดาราเอาไว้เยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะ เจิ้งจั๊ดซือ (Kent Cheng) ในบท เปาติ้ง คนรุ่นเก๋าผู้คอยดูแลอัยการหน้าใหม่, จางจื้อหลิน (Julian Cheung) ในบท โบเว่น โอ เจ้าของสำนักกฎหมายที่ทำคดีให้หม่าเจียเจี๋ย, Shirley Chan เป็นหลี่ซื่อหมิน ทนายที่ว่าความให้หมาเจียเจี๋ย, อู๋เจิ้นหวี่ (Francis Ng) เป็นหยางเถี่ยลี่ อัยการที่ดูจะไม่ถูกกับจื่อหาว, MC – Michael Cheung มาเป็นหลีจิงเว่ย อดีตลูกน้องของจื่อหาว, ไช่ซือเป้ย (Sisley Choi) เป็นหลีเหม่ยยี่ ตำรวจสาวที่จื่อหาวเคยช่วยชีวิตเอาไว้, Michael Hui เป็นผู้พิพากษาจอร์จ ฮุย
Adam Pak เป็นหลิวเส้าเฉียง เจ้านายเก่าของหม่าเจียเจี๋ย, Locker Lam เป็นเฉินหัวหลง ผู้ต้องหาอีกคนในคดี, หลี่เหลียงเหว่ย (Ray Lui) เฮียเฉิง, เจิ้งฮ่าวหนาน (Mark Cheng) พี่ตง 2 รายนี้มาพร้อมรัศมีความร้ายแบบเต็มขั้น, หวังหมิงฉวน (Liza Wang, Wang Ming Chuen) เป็นผู้อำนวยการเซลีน่า และ หลิวเจียง (Lau Kong) เป็นลุงหม่า ปู่ของหม่าเจียเจี๋ย รายนี้นี่ต้องถือว่าช่วยเพิ่มอารมณ์ดราม่าให้กับหนังได้เยอะพอตัว
และ Klyster Yen พ่อตัวจริงของเจิ้นจื่อตันมารับบทเป็นพ่อของฮั่วจื่อหาวครับ คนที่นั่งบนรถเข็นในเรื่องน่ะครับ นั่นแหละพ่อตัวจริงของเฮีย Donnie เขาเลยล่ะ
อย่างที่บอกครับว่าตอนแรกผมหวังกับคิวบู๊ ครั้นพอได้ดูตอนแรกก็เหมือนจะรู้สึกว่าไม่ตรงกับที่หวัง เพราะคิวบู๊มันไม่ได้จัดเต็มดังคาด แล้วก็ไม่ได้ตื่นตา หวือหวาหรือกระบวนท่าสวยอะไร แต่พอดูไปสักพักก็ตระหนักครับว่าคิวบู๊ในเรื่องมันจะเน้น “ดูจริง” มากกว่า “ดูสวย” เพราะตัวเอกก็ไม่ใช่ยิปมันน่ะนึกออกไหมครับ กระบวนท่าลีลามันเลยไม่ได้เยอะ ฉากสู้กันมันเลยออกมาแบบคนทั่วไปตีกัน ตะลุมบอนกัน ฟัดกันแบบที่เราเห็นได้ในโลกจริงๆ
ทีนี้พอปรับจูนได้มันเลยโอเคกับหนังมากขึ้น ยอมรับได้กับคิวบู๊ที่หนังจัดให้ ซึ่งก็ถือว่าเดือดใช้ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะตอนไคลแม็กซ์ในรถใต้ดินที่จื่อหาวฟัดกับพี่ตัวโต ฉากนี้ตีกันมันส์ เดือดกำลังดี – ดังนั้นถ้าใครอยากดูลีลาบู๊แบบสวยๆ เท่ห์ๆ แนะนำว่าดูพวก Ip Man, Kung Fu Jungle, Flashpoint หรือ SPL จะตอบโจทย์กว่าครับ
แต่กลายเป็นว่าส่วนที่ผมชอบที่สุดในเรื่องกลับไม่ใช่เรื่องบู๊ครับ แต่เป็นเนื้อหา เป็นการเล่าเรื่องที่ถือว่าชวนติดตาม ผมชอบประเด็นที่หนังตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ง่ายๆ เลยครับว่า จริงๆ กระบวนการนี้ทำเพื่อกลั่นกรองความจริง ค้นหาคนผิดมารับโทษ และช่วยให้ความเป็นธรรมกับผู้บริสุทธิ์
แต่มันจะเป็นอย่างไรหากบุคลากรในกระบวนการนี้ ไม่ว่าจะตำรวจ อัยการ หรือทนายทั้งหลายกลับไม่พยายามอย่างเต็มที่ที่จะหาความจริง แต่กลับทำงานไปเรื่อยๆ แบบเช้าชามเย็นชาม ยามเจอตอเจอทางตันก็พร้อมจะโบกมืออำลา หลักฐานทั้งหลายก็หาแบบพอหอมปากหอมคอ ให้พอได้ชื่อว่าทำงานแล้ว – หรือบางอย่างมันเห็นอยู่ชัดๆ รู้สึกอยู่โต้งๆ ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่ก็พร้อมจะหลับหูหลับตา ไม่ว่าจะหลับเพราะขี้เกียจ หลับเพราะเกรงกลัว หลับเพราะได้ค่าปิดปาก ฯลฯ
แล้วลองคิดดูครับว่าถ้าพวกที่ควรไขความจริงให้กระจ่าง ทำงานส่วนนี้แบบเรื่อยๆ ไม่จริงจังหนักแน่น ในขณะที่อีกพวกที่ตั้งหน้าตั้งตารับเงินและหาทางแก้ต่างให้ฝ่ายที่อำนาจถึง/เงินถึง พร้อมจะเอาล่อเอาเถิดกับกฎหมาย เน้นแต่จะหาช่องโหว่ช่องแหวกเพื่อช่วยให้ผิดเป็นถูก กลับขาวเป็นดำ พร้อมใช้ทั้งวิธีบนดิน-ใต้ดินเพื่อให้บรรลุซึ่งเป้าหมาย
กระบวนการยุติธรรมก็เหมือนกับอีกหลายๆ สิ่งบนโลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ มันอาจไม่ใช่เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ต้องอาศัยมนุษย์นี่แหละครับที่จะช่วยอุดรอยรั่ว และใช้กระบวนการนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แต่หากมนุษย์ผู้ใช้มันกลับไม่เต็มที่กับมัน หรือฝ่ายที่เต็มที่ก็มีแต่พวกกลับผิดเป็นถูก แล้วแบบนี้จะเกิดความเป็นธรรมได้ยังไง? จะไม่เกิดปัญหาในสังคมได้ยังไง? และกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?
แต่ที่โดนใจมากต้องฉากนี้ – ฉากที่จื่อหาวนั่งร่วมดื่มไวน์กับท่านผู้พิพากษาฮุยที่ปลื้มนักปลื้มหนากับไวน์ขวดนี้ พร้อมทั้งบรรยายสรรพคุณว่าไวน์ขวดนี้เขาประมูลมาจากฝรั่งเศส ผู้ผลิตเป็นผู้หญิงที่หย่าร้างกับสามี และตอนที่เธอเหยียบผลองุ่น น้ำตาเธอก็หยดลงในน้ำองุ่นเหล่านั้น ทำให้ไวน์ขวดนี้มีรสชาติของความเศร้าเจือผสมอยู่ด้วย… แล้วผู้พิพากษาก็ถามจื่อหาวว่า “คุณสัมผัสถึงความเศร้านั้นได้ไหม?”
จื่อหาวเลยกล่าวว่า “ไวน์ขวดนี้ราคาเป็นหมื่น แม้แต่แก้วก็ราคาเป็นพัน มันเท่ากับรายได้ของคนจนในฮ่องกงทั้งเดือนเลยทีเดียว… นั่นแหละ ความเศร้าที่แท้จริง”
เนี่ยครับ กลายเป็นว่าส่วนของเนื้อเรื่องมันดูจะเข้มข้นถึงรสมากกว่าเรื่องแอ็คชั่น ซึ่งออกจะผิดคาดไม่น้อย เพราะเรื่องนี้ เฮียเจิ้นจื่อตัน แกกำกับเองครับ ตอนแรกผมเลยนึกว่าจะเน้นบู๊เข้าว่า แต่กลายเป็นว่าฉากบู๊ทั้งหลายถือเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เรื่องราวมันครบรสและมีสีสันมากขึ้น ในขณะที่เรื่องหลักคือการวิพากษ์กระบวนการยุติธรรมและเรื่องทางกฎหมาย ซึ่งมันอาจไม่ถึงขั้นลึกซึ้งอะไรมากน่ะนะครับ แต่ผมว่ามันก็จุดประกายคำถามชวนให้คนดูฉุกคิดได้มากพอ
ดังนั้นโดยสรุป ผมจึงชอบหนังเรื่องนี้ครับ แน่นอนว่าในแง่ความเข้มข้นมันอาจยังไม่สุด หรือในแง่ฉากบู๊ก็ยังไม่เด็ดเต็มขั้น แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับดี ไม่เสียเวลาในการรับชม
อีกอย่างคือผมชอบดนตรีตอนไตเติ้ลเปิดเข้าเรื่องครับ มันให้อารมณ์หนังซูเปอร์ฮีโร่อยู่ในที อันนี้ขอชม Choi Chul Ho ที่ทำหน้าที่เป็นคอมโพเซอร์ให้กับหนังด้วยครับ และอีกอย่างที่ชอบฉาก “วางขวดเบียร์” ครับ ฉากนั้นง่ายๆ แต่ได้ใจ
ไม่อาจรับประกันได้ว่าทุกท่านจะถูกใจหนังเรื่องนี้กันไหม แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบครับ เนื้อเรื่องเข้มข้นชวนติดตาม (แต่ยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ไร้รอยโหว่) ฉากแอ็คชั่นก็อย่างที่บอกครับว่าออกแนวคนมาตะลุมบอนกันมากกว่าจะออกท่าหย่งชุนยิปมัน อีกหนึ่งของดีคือเหล่าดาราทั้งหลายที่บาวคนแค่เห็นหน้าก็ไว้ใจได้แล้ว
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)













