Coming of Age Movies

I Saw the TV Glow (2024) จิตจ้องจอ

ตอนแรกผมเดาคร่าวๆ ว่าหนังจะมาในแนวสยองขวัญเกี่ยวกับวัยรุ่นที่ดูรายการแนวลึกลับตอนดึกๆ แล้วพอเกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้นมาพวกเขาเลยต้องมาไขปริศนา แต่พอได้ดูจริงๆ กลับไม่ใช่แบบที่เดาแฮะ

ตัวเอกของเรื่องคือ โอเวน (Justice Smith) ที่มีโอกาสได้ดูซีรี่ส์แนวตัวเอกสู้กับปีศาจที่ชอบฉายตอนดึกๆ (ซีรี่ส์นี้ชื่อ The Pink Opaque) โดยคนที่ชักพาเขามาดูก็คือแมดดี้ (Jack Haven) รุ่นพี่ที่ดูจะหลงใหลคลั่งไคล้ซีรี่ส์นี้เอามากๆ

ทีนี้พอดูไปถึงจุดหนึ่งปรากฏว่าแมดดี้หายตัวไปครับ ก่อนที่หลายปีต่อมาเธอจะกลับมาอีกครั้งพร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวอันเหลือเชื่อให้โอเวนฟัง… ปกติพอเล่าถึงจุดนี้ผมมักจะปิดท้ายด้วยประโยคประมาณว่า “แล้วเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็สามารถหาคำตอบได้ในหนังนะครับ” แต่กับเรื่องนี้ผมไม่สามารถใช้ประโยคแบบนั้นได้ครับ เพราะมีโอกาสสูงมากที่ต่อให้ท่านดูหนังจนจบ End Credits ท่านก็อาจจะมึนงงและไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากหนัง

ดูเรื่องนี้แล้วก็นึกถึง Lost Highway ของ David Lynch (ที่ผมชอบมาก) แล้วก็นึกถึง Lost River ที่พี่ Ryan Gosling โดดลงมากำกับเป็นเรื่องแรก – ดูจากชื่อแล้วเหมือนจะมีแต่ Lost กับ Lost นะครับ 555 – ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามาทางเดียวกับหนังเหล่านั้นครับ นั่นคือออกแนวหลอนๆ ลึกลับๆ เหนือจริงๆ สับสนๆ ดูแล้วก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ แล้วคำถามหลักๆ ก็จะชวนให้คิดถึงประเด็นเกี่ยวกับ “ตัวตน” เช่น เราเป็นใคร? เราคืออะไร? เราใช่เราจริงๆ ไหม? หรือแท้จริงแล้วเราจะไม่ใช่เรา? อะไรประมาณนี้

บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคนครับ ต้องแจ้งก่อนเลยว่าใครอยากดูหนังสยองขวัญย่อยง่ายล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องนี้ครับ หรืออยากดูหนังสยองขวัญสายบันเทิงที่มีการสืบปม ไขปม และสู้กับผี (แบบ Talk to Me) ก็ไม่ใช่เรื่องนี้อีกเช่นกัน

หนังจะออกแนวเรื่อยๆ เดินเรื่องเนิ่บๆ เน้นหนักความสำคัญไปที่งานภาพและการซึมลึกจมลงไปกับความรู้สึกของตัวละคร ซึ่งผมชอบงานภาพนะครับ อันนี้ถูกใจเลยล่ะ เพราะภาพถือว่าสวย เล่นแสงสีได้เข้าท่า – กำกับภาพโดย Eric Yue ครับ – บางช็อตก็วางตำแหน่งภาพและจัดสัดส่วนองค์ประกอบได้น่าสนใจดี ซึ่งถ้าใครชอบงานภาพแบบผมก็น่าจะเพลินอยู่ครับ

ในส่วนของตัวเรื่องนั้น ผมว่าตามได้ไม่ยากครับ – แต่ถ้าใครไม่สันทัดพล็อตที่ซับซ้อนก็อาจจะรู้สึกว่ายากสักหน่อย – และผมว่าหนังก็ทำได้สำเร็จพอตัวในการทำให้เรารู้สึกสับสนไปพร้อมๆ กับโอเวน ว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ตกลงอะไรจริงไม่จริงกันแน่? ซึ่งผมว่าผู้กำกับ Jane Schoenbrun (ที่เขียนบทด้วย) ก็คุมหนังได้ไม่เลวครับ เพียงแต่อาจยังไม่ถึงขั้นดึงคนดูให้จมลึกได้มากเท่ากับงานของ Lynch แต่ก็ไม่แน่ครับ ถ้าเธอยังเดินต่อไปบนเส่นทางสายนี้ เราอาจได้เห็นผลงานที่น่าสนใจมากขึ้นๆ ในอนาคตก็ได้

แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับครับว่าความอืดช้าในบางช่วงก็มีส่วนลดทอนความน่าดูของหนังลงไปเหมือนกัน จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหนังเล่ากระชับกว่านี้ก็น่าจะดีส่วนเรื่องความมึนในการเล่าเรื่องนั้นพอเข้าใจได้ครับ เพราะหนังน่าจะตั้งใจเล่าในทางนั้นอยู่แล้ว มันจึงขึ้นอยู่กับคนดูมากกว่าครับว่าหนังแบบนี้เข้าทางไหม ถ้าเข้าทางก็น่าจะพอไหว แต่ถ้าไม่เข้าทางก็แยกทางกันไป

ยืนยันอีกทีว่านี่ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคนครับ มันคือหนังแนวหลอนจิตคิดที่เดินเรื่องแบบเรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจ ไม่ได้มีการทิ้งปมตามปมแบบหนังสืบสวน และไม่ได้ออกมาขายความมันส์แบบหนังผีหนังเชือด

และอยากบอกว่าแอบเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ได้เห็นหน้า Amber Benson โผล่มาฉากหนึ่ง ซึ่งการมาของเธอถือว่ามีความสำคัญเพราะซีรี่ส์ The Pink Opaque ที่เห็นในหนังนั้น ดูก็รู้ครับว่าส่วนหนึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Buffy: The Vampire Slayer และ Benson ก็เคยรับบทเป็น ทาร่า ตัวละครหลักในปี 4 – 6 ของซีรี่ส์นั้นด้วย

ก็ขอสรุปนะครับ ว่าหนังน่ะถือว่าเข้าทางผม และผมชอบงานภาพงานเล่นแสงสีของหนัง เพียงแต่การเดินเรื่องมันน่าจะกระชับได้อีก การทิ้งปมต่างๆ น่าจะดึงดูดได้อีก และยังเน้นโฟกัสในบางจุดได้อีก – ส่วนตัวถือว่าหนังไม่เลว พอได้ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเด็ดครับ

สองดาวครับ

(6/10)