Drama

Lonely Planet (2024) ที่หมายใจโดดเดี่ยว

เมื่อ Netflix มีหนังรักออกมาผมก็พร้อมตามดูเสมอครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะชอบหนังแนวนี้ ดูสบายๆ ดี แล้วไหนจะวิวสวยๆ อีก ของแบบนี้ถือว่าเข้าทางเลยครับ

สำหรับเรื่องนี้ตัวเอกคือ แคทเธอรีน (Laura Dern) นักเขียนสาวใหญ่ที่เพิ่งผ่านมรสุมชีวิตมา และตั้งใจจะตั้งหลักด้วยการเขียนหนังสือเล่มใหม่ แล้วเธอก็ได้มาเจอกับ โอเว่น (Liam Hemsworth) ชายหนุ่มที่เดินทางมาเป็นเพื่อนแฟนสาว (Diana Silvers) ที่มาร่วมกิจกรรมกับเหล่านักเขียนที่รีสอร์ทนี้พอดี แล้วก็มีเหตุให้แคทเธอรีนกับโอเว่นต้องมาใช้เวลาร่วมกันอยู่บ่อยๆ จนพวกเขาเริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน – แล้วหนังก็ว่าไปตามสูตรครับ

พูดแบบไม่อ้อมค้อม มันกลายเป็นว่าผมไม่ค่อยเพลินกับหนังเรื่องนี้สักเท่าไร (ถัดจากนี้จะมีสปอยล์ล่ะนะครับ ไม่อยากทราบไม่ควรอ่านต่อครับ)

ผมรู้สึกว่า Susannah Grant ที่ทั้งเขียนบทและกำกับเธอเล่นท่ายากครับ โดยการกำหนดให้พระเอกมีแฟนอยู่แล้ว จากนั้นก็หันมาชอบนางเอก ซึ่งความยากมันอยู่ตรงที่จะเล่าเรื่องอย่างไรให้พระเอกเลิกกับแฟนคนปัจจุบันแบบแลนดิ้งสวยๆ แล้วค่อยไปลงเอยกับนางเอก ซึ่งบอกตรงๆ ว่าระหว่างดูผมก็รู้สึกตะหงิดกับจุดนี้เหมือนกัน เพราะดูทรงแต่ต้นแล้วมันเหมือนพระเอกเริ่มสนใจนางเอกก่อนเลยครับ ดูเป็นฝ่ายเข้าหาซะเป็นส่วนใหญ่ และยิ่งเวลาผ่านไปก็รู้สึกเลยว่าพระเอกชอบที่จะหาเรื่องไปอยู่กับนางเอก แล้วก็กลายเป็นว่าเขาเริ่มเย็นชากับแฟนมากขึ้นๆ มีเรื่องกับแฟนมากขึ้นๆ และห่างเหินกับแฟนมากขึ้นๆ

ตอนที่โอเวนพูดกับแฟนว่า “ผมไม่รู้จักคุณตอนนี้เลย” ในใจผมกลับรู้สึกว่า “เอ่อ ผมว่าแฟนพี่ก็คงรู้สึกแบบเดียวกันนะครับนั่น”

จริงๆ ผมก็เดาได้น่ะครับ ว่าถ้าจะให้พระเอกกับแฟนเลิกกันแบบที่พระเอกดูดีหน่อย ก็ต้องกำหนดบทให้แฟนพระเอกไปมีใจให้คนอื่น แบบนั้นเลยเลิกกัน ซึ่งหนังก็เป็นไปตามนั้น แต่ประเด็นคือพระเอกเองก็ทำท่าปันใจไปจากแฟนเหมือนกัน และผมว่าพระเอกนี่ดูจะเป็นฝ่ายห่างเหินก่อนด้วย เพราะตั้งแต่เจอนางเอกนี่กลายเป็นว่าแฟนพูดอะไรก็ผิดหมด แฟนมาบอกข่าวดี (ว่าผลงานเธอจะได้ตีพิมพ์) ก็ทำตึงใส่ – อีแบบนี้ถ้าสุดท้ายแฟนพระเอกจะปันใจ มันก็ไม่แปลกล่ะครับ

โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่า ถ้าหนังเขียนบทไปในเชิง Before Sunrise ให้พระเอกและนางเอกต่างก็ผิดหวังในรักมาตั้งแต่เริ่มเรื่อง ต่างคนต่างไม่มีใคร แล้วก็มาเจอกัน แล้วก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ ถกประเด็นต่างๆ สานสัมพันธ์ผ่านการสนทนา แล้วก็เดินเล่นไปรอบๆ โมร็อกโค (ที่เป็นฉากหลังของเรื่อง) แบบนั้นผมว่ามันจะเวิร์กกว่า และมันจะดูเข้ากับชื่อหนัง Lonely Planet ด้วย เพราะต่างคนต่างก็เหลือคนเดียวลำพัง รู้สึกเหมือนโลกนี้ไม่มีใคร แต่พอพวกเขาได้มาเจอกัน ความเหงาหงอยโดดเดี่ยวก็หายไป อะไรทำนองนั้น

แต่กับที่เป็นนี่ บอกตรงๆ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่พระเอกดูโดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงาเนี่ย ส่วนหนึ่งมันเพราะพี่แกทำตัวเอง/ตึงไปเอง หรือเปล่า? – ประมาณว่า “โลกไม่ได้กระทำเขา แต่เขาน่ะทำตัวเอง”

และบอกตรงๆ ว่าดูไปผมก็แอบห่วงแคทเธอรีนนะครับ เพราะใจมันไม่ชัวร์เลยว่าผู้ชายคนนี้จะนำพาชีวิตเธอไปเจอกับเรื่องแบบไหน – นี่ผมดูหนังแนวนี้มาหลายสิบปี สารภาพเลยว่าไม่เคยรู้สึกห่วงนางเอกคนไหนมากขนาดนี้มาก่อน คือกลัวเธอจะต้องมาเจ็บซ้ำ ผิดหวังซ้ำยังไงก็ไม่รู้

อีกหนึ่งคำสารภาพของผมคือ ผมแอบภาวนาให้ตอนจบมันจบแบบทั้งคู่ต่างคนต่างไป เหมือนประมาณว่ามามีประสบการณ์ร่วมกันเพียงช่วงระยะหนึ่ง แล้วก็เส้นทางชีวิตก็พาทั้งสองให้แยกกันเดิน แล้วให้เรื่องที่เกิดเป็นดั่งความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตอะไรแบบนั้น – แต่ก็เปล่าครับ หนังก็จบตามสูตร ทั้งคู่จูบกันอย่างดูดดื่มตามแพทเทิร์นเป๊ะ

ถ้าถามว่าชอบอะไรในหนังเรื่องนี้ที่สุด ก็คงเป็นคำพูดที่ลิลี่ แฟนของโอเว่นพูดกับเขาว่า “ฉันไม่ได้ชอบคุณตลอดเวลา และคุณก็ไม่ได้ชอบฉันตลอดเวลา ฉันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ มันคือธรรมดาของการอยู่ด้วยกัน” ผมว่านั่นแหละครับคือข้อเท็จจริงของชีวิตคู่ที่เราควรเข้าใจ คือต่อให้เรารักอีกฝ่ายแค่ไหน แต่มันก็ต้องมีบ้างแหละที่อีกฝ่ายทำอะไรไม่ตรงใจเรา และตัวเราก็ต้องมีบ้างแหละที่ทำอะไรไม่ตรงใจเขา ของแบบนี้มันต้องปรับตัวเข้าหากัน และบางครั้งก็ต้องปรับใจยอมรับในข้อเสียบางประการของอีกฝ่าย – หากเราเอาแต่จ้องจับผิด เอาปากกาวงแต่ข้อเสียอย่างเดียวโดยไม่ใยดีข้อดีหรือข้อกลางๆ (คือไม่ดีและไม่แย่) ของเขา แบบนั้นก็ยากจะอยู่ยืดได้

และเหตุผลหนึ่งที่ผมรู้สึกกับประเด็นเหล่านี้เยอะก็อาจเพราะผมเองก็เคยเจอแบบที่พระเอกเจอตอนต้นเรื่องครับ เจอบ่อยด้วยล่ะในสมัยที่คบกับแฟนใหม่ๆ ประเภทว่าเราต้องไปเป็นเพื่อนแฟนในการร่วมงาน หรือร่วมกิจกรรมอะไรสักอย่าง โดยที่เราไม่รู้จักใครที่นั่นเลย แน่นอนครับว่ามันก็มีเหงาบ้าง แปลกที่แปลกถิ่นบ้าง รู้สึกเหมือนปลาผิดน้ำบ้าง ยิ่งการที่แฟนเราจะให้เวลาเราน้อยลง (ในงานนั้น) แล้วไปให้ความสนใจกับคนอื่นๆ มากขึ้นนี่ก็เคยเจอ – บางทีก็น้อยใจแต่ก็แอบเก็บมันไว้ หรือไม่ก็เอาไปคุยกับคนอื่น – จนพอแฟนจับอาการได้ถึงค่อยมาพูดกันตรงๆ ว่า เราเป็นอะไรก็ต้องบอกกัน เพราะแฟนเราก็ไม่ใช่เทวดา ใช่จะเดาใจเดาความรู้สึกเราได้ทั้งหมด ดังนั้นถ้าเจออะไรที่ไม่ชอบก็คุยกัน จะได้ปรับกัน หาทางออกกัน

ทีนี้พอปรับกันได้ก็จบครับ เรื่องที่เคยเป็นปัญหาก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ผมก็แค่หาทางออก หาอะไรทำ หรือถ้าร่วมงานแล้วอึดอัดจริงๆ ก็ไปรอที่อื่นก่อนก็ได้ ไปเดินห้างเดินเล่นอะไรก็ได้ – ทางออกมันมีครับ ถ้าเราหามันซะหน่อยน่ะ

555 พูดเรื่องตัวเองซะเยอะ แต่พอดูหนังแล้วความคิดมันพรั่งพรูจริงๆ นะครับ คือถึงเป็นผู้ชายแต่ผมก็ไม่เข้าข้างพระเอกหรอก คือดูทรงแล้วมันรู้สึกน่ะครับว่าพี่พระเอกก็ต้องตาต้องใจนางเอกเหมือนกัน ดีไม่ดีต่อให้แฟนพี่ไม่มีคนอื่น พี่ก็น่าจะหาทางเลิกอยู่ดีนั่นแหละ – หนังมันทำให้คิดไปแบบนั้นน่ะครับ

ท่านที่ชอบหนังเรื่องนี้ ผมก็ต้องขออภัยครับ แต่ผมก็ขอไม่โกหกนะ คือคิดอย่างไรก็ขอพูดไปอย่างนั้น

สรุปคือผมไม่โอกับหนังเรื่องนี้สักเท่าไร คือพี่พระเอกจะโยนความรับผิดรับชอบให้แฟนแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ดูตัวเองเลยน่ะ มันก็ไม่ค่อยจะแมนเท่าไรนะครับผมว่า – เพราะแบบนี้แหละผมถึงห่วงแคทเธอรีน… แต่ก็อวยพรให้เธอโชคดีครับ

ดาวครึ่งครับ

(5/10)