
ระยะหลังนี่การดูหนังของพี่มาโนช (M. Night Shyamalan) สำหรับผมเหมือนการแวะไปเจอเพื่อนเก่าน่ะครับ แวะไปเยี่ยมไปหา ไปฟังเขาเล่าเรื่องแปลกๆ สไตล์ The Twilight Zone ที่บางครั้งเขาก็แต่งเอง หรือบางครั้งก็ไปฟังเขามาอีกที แล้วก็เอามาเล่าในแบบของเขา ส่วนจะสนุกมากหรือสนุกน้อยก็ว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป
แต่ส่วนใหญ่เรื่องเล่าของเขาก็โอเคนะครับ ถือว่าได้เรื่อยๆ พอเพลินๆ อย่างเรื่องนี้ก็เหมือนกัน เขาเล่าถึงครอบครัวเล็กๆ ที่ประกอบด้วยเอริค (Jonathan Groff), แอนดรูว์ (Ben Aldridge) และเด็กหญิงตัวน้อยนามว่า เหวินหลิง (Kristen Cui) พวกเขาขับรถมายังกระท่อมอันห่างไกลเพื่อพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุด
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีคน 4 คนโผล่มาเคาะประตู พร้อมบอกเล่าเรื่องราวสุดแปลก ว่าครอบครัวนี้ถูกบังคับให้ต้องเลือกบางสิ่ง และการเลือกนั้นก็จะส่งผลต่อความเป็นความตายของทุกชีวิตบนโลกใบนี้ – รู้เรื่องคร่าวๆ แค่นี้น่าจะพอนะครับ
เมื่อมองย้อนไปก็ตระหนักได้ครับว่าผมนั้นเป็นแฟนหนังของพี่มาโนชไปแล้วล่ะ เพราะตามดูทุกเรื่องที่แกทำออกมา ส่วนดูแล้วจะชอบมากชอบน้อยหรือไม่ชอบเลยก็แล้วแต่กันไป แต่ผมก็ชื่นชมพี่เขาในฐานะคนเล่าเรื่องครับ พี่เขาเป็นนักเล่าที่มีฝีมือคนหนึ่ง และเงื่อนไขสำคัญว่าเราจะเพลินกับเรื่องที่เขาเล่าไหม ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเชื่อเป็นตุเป็นตะไปกับเขาไหม
อย่าง The Happening ที่คนบ่นกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ผมกลับชอบครับ จริงๆ คือชอบมากเลยล่ะ เพราะผมเชื่อเป็นตุเป็นตะไปตามเรื่องที่แกเล่า และพอจะเข้าใจว่าพี่เขาอยากเล่าประเด็นอะไร พอเราจูนติดกับหนัง ความชอบและความเพลินก็เลยบังเกิด – หรือเรื่องที่ดูแล้วไม่ชอบอย่าง The Last Airbender หรือ After Earth แม้ตัวหนังจะไม่สนุก เรื่องที่เล่ายังไม่น่าสนใจพอ แต่ผมก็ยอมรับล่ะครับว่าเขาก็มีกลวิธีในการเล่าของเขา บางจังหวะก็น่าสนใจ เพียงแต่ในแง่ลูกเล่นและความสนุกมันน้อยไปหน่อยเท่านั้น

กับเรื่องนี้ ผมก็รู้สึกโอเคครับ ดูได้เพลินๆ พลังสำคัญอย่างหนึ่งคือการแสดงดีๆ ของเหล่าดาราโดยเฉพาะพี่ Dave Bautista ที่ผมว่าแกแสดงได้ดีนะ รูปกายอาจจะดูกำยำแกร่งกร้าว แต่การแสดงออกทางคำพูด ทางแววตา มันสื่อน่ะครับว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างไร ส่วนรายอื่นๆ ผมก็ว่าโอเค คือพวกเขาอาจจะดูล้นๆ คลั่งๆ สักหน่อย แต่ผมก็พอเข้าใจน่ะครับ ว่าด้วยสถานการณ์ในเรื่องแล้ว การที่พวกเขาจะออกอาการล้นๆ ลนๆ แบบนี้ก็พอจะเข้าใจได้
การเล่าเรื่องก็เรื่อยๆ ดีครับ อาจไม่ได้น่าติดตามจัดๆ หรือระทึกขวัญสุดๆ แต่จังหวะจะโคนมันโอเค ค่อยๆ เล่าไป ค่อยๆ เผยปมไป และค่อยๆ แสดงให้เห็นผลที่ตามมาหลังการตัดสินใจของครอบครัวตัวเอก ลักษณะเหมือนเราอ่านนิยายแล้วค่อยๆ เปิดไปทีละหน้านะครับ ค่อยๆ ซึมลงไปกับเรื่องราวและสถานการณ์ – อาจเพราะผมโอเคและคุ้นชินกับการเล่าเรื่องของพี่มาโนช ก็เลยรู้สึกเรื่อยๆ ตามที่แกเล่าไป และหนังก็ไม่ยาวมากด้วยครับ แค่ชั่วโมงครึ่งนิดๆ ถือว่ากำล้งดีครับ
ผมเชื่อว่าหนังย่อมมีจุดโหว่จุดโหวงครับ ระหว่างดูก็มีที่ตะหงิดๆ บ้าง แต่สารภาพเลยว่าผมไม่คิดถึงประเด็นเหล่านั้นสักเท่าไร ตั้งใจตามเรื่องที่พี่เขาเล่าอย่างเดียว เหมือนพอดูหนังของพี่เขาแล้วรู้ตัวเลยครับว่าต้องปิดโหมดสงสัยไปชั่วคราว เพราะถ้าสงสัยเยอะก็อาจจะสนุกน้อยลง พอสงสัยน้อยแล้วคล้อยตามเรื่องของแกก็เลยเพลินเยอะหน่อย
ส่วนประเด็นแง่คิดในเรื่องก็ถือว่ากระจัดกระจายกันไปครับ แตะเร่องนั้นเรื่องนี้ละนิดละหน่อย อันที่ถือเป็นหลักก็คือ ความเชื่อ VS เหตุผล – คนทั้ง 4 ที่มายังกระท่อมก็มาด้วยพลังความเชื่ออันเต็มล้น และพวกเขาก็เชื่อว่าพวกเขามีเหตุผลเต็มร้อยที่จะเชื่อในสิ่งเหล่านั้น ส่วนครอบครัวในกระท่อมก็พยายามคิดหาเหตุผลมาหักล้าง แต่บางวาระสิ่งที่เห็นก็ทำให้ไม่แน่ใจในมุมคิดของตนเหมือนกัน – หนังก็นำเสนอได้โอเคในระดับหนึ่งครับ แต่ยังไม่ถึงกับเด็ด อันนี้ขอบอกไว้ว่าใครอยากดูหนังประเภทถกกันเรื่องความเชื่อ-เหตุผลในกระท่อมแบบชวนคิดสุดๆ และลงลึกมากๆ ก็ขอแนะนำ The Man from Earth ครับ เรื่องนั้นเด็ดจริงอะไรจริง
หนังเรื่องนี้ (รวมถึงหนังระยะหลังของพี่มาโนช) อาจไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนครับ จริงๆ ผมว่าใครเพลินกับงานระยะหลังของเขาก็น่าจะเพลินกับเรื่องนี้ได้ – เพราะนั่นน่าจะหมายถึงท่านสามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์ของพี่มาโนชได้ในระดับหนึ่งแล้ว – แต่หากใครไม่เพลินไม่อินไม่ชอบงานชิ้นหลังๆ ของพี่เขาแล้ว เรื่องนี้ก็อาจเป็นหนังน่าเบื่อสำหรับท่านได้เหมือนกัน
และสิ่งหนึ่งที่พอจะมั่นใจได้ก็คือ เราคงจะได้ดูหนังของพี่มาโนชแกไปเรื่อยๆ ล่ะครับ เพราะหนังพี่เขาใช้ทุนไม่เยอะ โอกาสคุ้มทุนค่อนข้างง่าย อย่างเรื่องนี้ก็ลงทุนไป $20 ล้านครับ แล้วก็ได้คืนมาจากทั่วโลก $54 ล้าน นับว่าโอเลยครับ คุ้มทุนพร้อมกำไรนิดๆ มาถึงตอนนี้พอได้ลงสตรีมก็คงได้เพิ่มไปอีก และล่าสุดพอย่องไปดูก็พบว่าพี่เขามีงานรออยู่อีก 2 – 3 เรื่อง ใครตามงานเขามานานก็ตามกันต่อได้ครับ – อย่างผมนี่ก็คงดูหนังของพี่เขาไปเรื่อยๆ จนกว่าพี่แกจะเลิกทำนั่นแหละ
ส่วนเรื่องนี้ สองดาวกว่าๆ ครับ

(6.5/10)

หมวดหมู่:Disaster Movies, Horror, Movie Reviews, Mystery, Thriller










