
Adrift เป็นหนังที่พอดูจบแล้วนี่ผมประทับใจอยู่ลึกๆ นะครับ มันรู้สึกดีที่เราได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้ – ไม่ใช่ว่ารู้สึกดีที่ได้เห็นคนประสบภัยนะครับ หมายถึงพอได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว มันรู้สึกดีอยู่ภายในที่เราได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ มันคือเรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างความรักและการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ตัวเล็กๆ กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
หนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริงครับ เรื่องของริชาร์ด (Sam Claflin) และแทมี่ (Shailene Woodley) ที่ล่องเรือกลางมหาสมุทรแล้วไปเจอกับพายุลูกโตเข้าจนเรือเสียหาย แล้วพวกเขาก็ต้องหาทางกลับเข้าฝั่งให้ได้
หนังเล่าเรื่องแบบ 2 ช่วงเวลาสลับกันไปครับ ช่วงหนึ่งคือช่วงที่พวกแทมี่เจอกับพายุจนเรือเสียหายแล้วต้องหาทางเอาตัวรอด กับอีกช่วงคือตอนที่แทมี่ได้เจอกับริชาร์ดใหม่ๆ จนในที่สุดความรักระหว่างพวกเขาก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
ตัวหนังถือว่าเอาอยู่ด้วย 2 พลังสำคัญครับ พลังแรกคือดาราที่แสดงกันได้ดี อย่าง Woodley นี่ผมเลิกกังขามานานครับ เพราะเธอเล่นเรื่องไหนก็ดีเรื่องนั้น หนังจะสนุกมากหรือน้อยก็ว่ากันไป แต่เธอเล่นได้เข้ากับบทนั้นๆ เสมอ อย่างในเรื่องนี่เธอก็ดูเป็นสาวนักผจญภัยที่อยากท่องโลกกว้าง แต่ขณะเดียวกันก็มีบางแง่บางมุมในหัวใจที่รอให้ใครสักคนมาค้นหา อย่างฉากที่เธอแสดงสีหน้าออกมาตอนที่รู้ว่าจะต้องล่องเรือไปอเมริกานี่ สีหน้าแววตาเธอสื่อถึงอารมณ์ได้อย่างน่าปรบมือทีเดียว
ส่วน Claflin นี่ผมชอบพี่แกมาตั้งแต่ Love, Rosie ครับ บทพระเอกหนุ่มหล่อแบบนี้เขาเล่นได้ดีเสมอ ซึ่งหนังทั้งเรื่องนี่ก็มี 2 คนนี้แหละครับที่เป็นตัวหลัก ดังนั้นการแสดงของพวกเขานี่ถ้าดีคือเอาหนังอยู่ แต่ถ้าไม่ดีนี่คือหนังอาจจะเละได้เลย – แต่ผลก็คือพวกเขาเอาอยู่ครับ โดยเฉพาะ Woodley นี่ให้ใจเธอไปเลยจริงๆ ยิ่งฉากที่โทรมสุดๆ หลังเรือลอยอย่างไร้จุดหมายหลายๆ วันนี่ เห็นแล้วสงสารเลยครับ
พลังอีกหนึ่งคืองานภาพครับ บอกได้เลยว่าถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ตากล้องดีๆ จับภาพได้ไม่เจ๋งพอล่ะก็ หนังจะกลายเป็นน่าเบื่อไปเลยเหมือนกัน และคนที่รับหน้าที่นี้คือ Robert Richardson ผู้กำกับภาพที่คว้าออสการ์มาแล้ว 3 ตัว (จากการเข้าชิง 10 ครั้ง) เขาได้ออสการ์จากหนัง JFK, The Aviator และ Hugo ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่แม้จะไม่ได้ออสการ์แต่ก็น่าคารวะไม่น้อยหน้ากันก็มี Platoon, Casino, Kill Bill ทั้ง 2 ภาค, Brad Pitt, Inglourious Basterds และ Django Unchained

ยอมรับเลยครับว่าพลังภาพนี่ตรึงผมได้อยู่ตลอดการชม ช่วงที่หนังออกแนวชีวิตและโรแมนติกก็จะได้อารมณ์หนึ่ง ได้อารมณ์หวานๆ เบาๆ ชิลๆ แต่พอถึงซีนบนเรือที่แตกนี่มันได้อารมณ์อึดอัด ชวนใใจหวั่น นั่งๆ ดูอยู่นี่เหมือนโดนล้อมรอบด้วยผืนน้ำที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา – น้ำล้อมหลังล้อมหน้า แต่ความหวังกลับริบหรี่น้อยนิด นี่แหละครับ สิ่งที่ผมรู้สึกระหว่างดู – บางซีนก็ถ่ายแบบได้ใจอย่างตอนที่ริชาร์ดโดดลงจากผาตามแทมี่ลงมาในน้ำ ช็อตนี้ก็เด็ดใช่ย่อยเช่นกัน
นี่แหละครับที่ตรึงผมให้อยู่กับหนัง ดาราดีๆ กับการถ่ายภาพเยี่ยมๆ ซึ่งก็ต้องเอ่ยปากชมผู้กำกับ Baltasar Kormákur (2 Guns และ Everest) เหมือนกันครับ เพราะถือว่าเขาเอาอยู่นะ ร้อยเรียงเรื่องราวได้น่าติดตาม จังหวะการเล่าการผ่อนถือว่าพอเหมาะ รวมถึงวาระที่เผยปมสำคัญของเรื่องก็ทำได้กระแทกไม่ใช่น้อย
โดยส่วนตัวผมมองว่าหนังเรื่องนี้นี่ใครคิดจะไปล่องเรือเร็วๆ นี้ไม่ควรดูครับ เพราะดูแล้วอาจหวาดผวาได้ แต่ขณะเดียวกันใครที่ต้องล่องเรือบ่อยๆ ก็ควรได้รับชมครับ ดูไว้เพื่อให้เห็นภาพการเอาตัวรอด ภาพการคุมสติของตัวละครที่จริงๆ แล้วสติถือเป็นสิ่งสำคัญ ในบางเสี้ยววินาทีนี้จะรอดไม่รอดมันขึ้นอยู่กับสติเป็นหลักเลยล่ะ
ในแง่รายได้หนังถือว่าพอกลับทุนได้บ้างครับ ทำเงินทั่วโลกไป $59 ล้าน จากทุนราวๆ $35 ล้าน ก็น่าจะได้ทุนคืนเพิ่มแล้วล่ะตอนนี้ ซึ่งขณะเดียวกันการได้รู้ว่าหนังทุนไม่สูงนักก็ทำให้พอจะเข้าใจได้ถึงงาน CG ในบางฉาก (โดยเฉพาะซีนพายุ) ที่อาจจะไม่เนียนแบบเต็มร้อย
ถือเป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องครับ คามยาวก็ไม่มาก อยู่ที่ราวๆ ชั่วโมงครึ่งนิดๆ ถือว่ากำลังดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไป
สองดาวครึ่งครับ

(7/10)
หมวดหมู่:Action, Adventure, Biography, Disaster Movies, Drama, Movie Reviews, Romance, Romance Romance, Thriller










