Christmas Movies

Time for Them to Come Home for Christmas (2021) ถึงเวลากลับบ้านละ

Untitled05982

ขอเกริ่นก่อนสำหรับท่านที่ไม่เคยดูหนังชุดนี้นะครับ ว่านี่ถือเป็นตอนที่ 4 ของหนังชุด Time for Me to Come Home for Christmas ที่สร้างโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง Time for Me to Come Home ของ Blake Shelton และจากหนังสือชื่อเดียวกับเพลงที่เขียนโดย Dorothy Shackleford (ซึ่งก็คือแม่ของ Blake Shelton) และ Travis Thrasher

ในฐานะที่ตามดูหนังชุดนี้มาตลอด ก็พูดได้เต็มปากครับว่าหนังทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากภาคแรกที่ผมค่อนข้างจะเฉยๆ พอมาภาค 2 ก็ทำได้ดีขึ้น ครั้นมาถึงภาค 3 นี่บอกได้เลยว่าสนุกขึ้นครับ เรื่องราวมีการแฝงปมปริศนาให้ตัวละครตามสืบ (และชวนให้คนดูตามติด) และผมก็พูดได้เต็มปากอีกเช่นกันว่าสำหรับภาค 4 นี้ ถือว่าสนุกและน่าติดตามมากขึ้นไปอีก

Time for Them to Come Home for Christmas เล่าถึงเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่ง (Jessy Schram) ที่กำลังจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุส่งผลให้เธอความจำเสื่อมครับ เธอจำไม่ได้กระทั่งชื่อของตัวเอง และร่องรอยที่พอจะหาได้มีเพียงข่าวที่ถูกตัดจากหนังสือพิมพ์ที่มีคนเห็นว่าเธอพกมันไว้ก่อนเกิดเหตุ ข่าวที่ว่าคือข่าวประกาศงานเปิดไฟฉลองต้นคริสต์มาสในเมืองชาร์ลสตันครับ เธอจึงคิดว่านั่นแหละคือที่หมายที่ตัวเองกำลังจะเดินทางไป แต่ครั้นจะเดินทางไปเพียงลำพังก็ทำให้หลายคนเป็นห่วง บุรุษพยาบาลที่ชื่อ พอล (Brendan Penny) ที่คอยดูแลเธอก็เลยอาสาว่าจะไปส่งเธอให้ถึงที่ และการเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนของเธอก็เริ่มต้นครับ

ผมรู้สึกดีมากๆ กับหนังเรื่องนี้ครับ ดูแล้วอิ่มเอมสุขใจ นี่คือหนัง Feel Good ชั้นดี และเป็นหนังคริสต์มาสที่น่าดู หนังรวมเอาหลายๆ สิ่งที่ผมชอบเข้าไว้ด้วยกัน เริ่มจากความเป็นหนังคริสต์มาสที่สอดแทรกเรื่องราวชวนประทับใจไว้ตลอดทาง เพราะนางเอกและพระเอกต้องเดินทางพวกเขาเลยได้เจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา บางคนก็มอบคำแนะนำดีๆ ให้ บางคนก็มาพร้อมเรื่องเล่าชวนประทับใจ บางคนก็ให้กำลังใจพร้อมด้วยความอบอุ่น

จริงๆ ก็มีหนังหลายเรื่องนะครับที่พยายามเดินตามสูตรนี้ แต่ก็บอกตรงๆ เลยว่าไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะทำแล้วเข้าเป้า ทว่ากับเรื่องนี้นี่บอกได้เลยว่าเข้าเป้าเหมาะเหม็ง อารมณ์ของหนังตลอดเรื่องมันเลยครบถ้วนด้วยกลิ่นอายคริสต์มาส คือมาครบทั้งภาพและความรู้สึก อย่างเรื่องภาพนี่หนังก็เต็มไปด้วยบรรยากาศดีๆ ภาพเมืองและห้องหับต่างๆ ที่ประดับด้วยไฟคริสต์มาส หรือเรื่องอารมณ์นี่ก็อย่างที่บอกครับ ตัวละครสมทบทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของพระนางนั้น ต่างก็ฝากความประทับใจเอาไว้ มากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไป แต่มีมาตลอดไปจนจบครับ

ในแง่ของหนัง Feel Good ก็อย่างที่บอกครับ ตัวละครในหนังเต็มไปด้วยคนดีมีน้ำใจ เริ่มตั้งแต่นายอำเภอโครวลี่ย์ที่ใส่ใจในการตามหาร่องรอยเพื่อสืบหาตัวตนของนางเอก เขาทำหน้าที่แบบเต็มที่จริงๆ ครับ ซึ่งบทนี้แสดงโดย Lochlyn Munro ที่ระยะหลังนี่ก็เป็นขาประจำหนัง Hallmark แล้วเหมือนกัน รายนี้เล่นได้หลากหลายบท เป็นคนไม่ดีที่ไม่น่าไว้ใจก็ได้ หรือจะเป็นคนดีที่จริงใจและจริงจังก็ได้ ซึ่งสำหรับเรื่องนี้เขาเป็นคนดีที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นครับ บอกตรงๆ ว่าเมืองไหนมีนายอำเภอแบบนี้ เมืองนั้นโคตรจะโชคดีเลยล่ะครับ

Untitled05983

จุดที่ผมชอบคือหนังเต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ ครับ บางฉากก็มีตัวละครมายื่นไมตรีและความหวังดีให้พระนาง และบางครั้งฝ่ายพระนางนี่แหละที่มอบความปรารถนาดีให้กับคนอื่น อย่างตอนที่พวกเขาไปพักที่ B&B แห่งหนึ่ง แล้วตอนเช้าตื่นมาพวกเขาก็จะรีบเดินทางต่อเพื่อไปให้ทัน แล้วหญิงชราเจ้าของที่พักก็ชวนพวกเขาประดับต้นคริสต์มาส จริงๆ ตอนแรกพวกเขาจะรีบไปครับ เลยบอกปฏิเสธไป โดยใจก็พลางคิดไปว่าเดี๋ยวคงมีคนอื่นๆ มาช่วยเธอตกแต่งต้นคริสต์มาสล่ะน่ะ

แต่พักหนึ่งนางเอกก็เปลี่ยนใจ เพราะในบ้านพักแห่งนั้นมีแขกเพียง 2 คนคือเธอและพอลครับ ดังนั้นหากพวกเธอปฏิเสธและจากไปก็จะเท่ากับปล่อยให้หญิงชราใจดีคนนี้ตกแต่งต้นคริสต์มาสเพียงลำพังในบ้านโล่งๆ จากนั้นพวกเขาก็ช่วยเธอครับ ซึ่งสีหน้าของเธอบ่งบอกเลยว่าเธอดีใจมากจริงๆ เพราะเธอต้องอยู่คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ คู่ครองของเธอก็จากไปนานแล้ว – เนี่ยครับ หนังมีฉากประมาณนี้ใส่ลงมาเรื่อยๆ ซึ่งผมมันพวก Sensitive อยู่แล้วครับ เลยโดนใจอย่างยิ่ง

โดยส่วนตัวผมมองว่าฉากแบบนี้มันประทับใจหลายชั้นครับ ชั้นแรกคือประทับใจที่เห็นคนทำดีต่อกัน ชั้นต่อมาคือประทับใจที่ได้เห็นคนเหงาๆ คนหนึ่งได้รับความใส่ใจจากคนแปลกหน้า อีกชั้นก็คือได้เห็นความดีและความน่ารักของตัวเอก ที่แม้เธอจะความจำเสื่อม แต่เธอก็ยังห่วงใย ใส่ใจ และคิดถึงคนอื่น – มันคือความน่ารักในสังคมที่ผมรู้สึกดีเสมอยามได้เห็น ไม่ว่าจะในหนังหรือในโลกแห่งความจริงก็ตาม

ในแง่ความน่าติดตามนั้น หนังก็ได้บทในส่วนของการสืบหาตัวตนของนางเอกเป็นปมที่ชวนให้คนดูตามครับว่าตกลงแล้วเธอเป็นใคร ซึ่งผมถือเป็นพัฒนาการที่เข้าท่าของหนังชุดนี้ครับ หนังยังคงเขียนบทโดย Marcy Holland ที่เคยเขียนบทภาค 2 และ 3 มาก่อน มาภาคนี้เธอยังสร้างความน่าติดตามให้กับหนังได้เหมือนเดิม นั่นคือการเอาเรื่องสืบสวนมาเป็นแกนหลัก แล้วขณะเดียวกันแก่นแกนหลักของเรื่องที่ว่าด้วย “การก้าวข้ามความสูญเสีย” ก็ยังถูกสอดแทรกลงมาอย่างพอดี – ที่ผมบอกว่ามีพัฒนาการก็เพราะหนังภาคแรกนั้นโทนค่อนข้างหม่นครับ หม่นจนความสนุกถูกลดทอนลงไป แต่พอมาภาค 2 ภาค 3 แม้จะมีเรื่องความสูญเสียเป็นธีมหลักก็ตาม แต่หนังก็ได้รับการปรุงรสให้พอเหมาะ ไม่หม่นจนเกินไป ดูแล้วสนุกประทับใจ และยังได้แก่นสารสาระที่หนังต้องการจะสื่อแบบครบถ้วน

Untitled05984

ความชอบอีกอย่างคือดาราครับ ออกตัวเลยว่าผมชอบความน่ารักของ Schram เล่นเรื่องไหนก็น่ารักทุกเรื่อง และเธอดูมีความสดใสในแบบของตัวเอง และผมก็ชอบ Penny ครับ ชอบแกมากตอนเล่นในซีรี่ส์ Chesapeake Shores ผมว่ามาดเขาเหมาะกับบทแบบนี้นะ เป็นพระเอกล่ำๆ ดูองอาจผ่าเผย แต่ในใจแฝงปมบางอย่างไว้ และยังเป็นคนที่ใส่ใจคนรอบข้างอย่างมากอีกด้วย – เรียกว่าทั้งพระเอกนางเอกนี่ผมชอบครับ พอมาเข้าคู่กันเลยยยิ่งถูกใจ

ถือเป็นผลงานกำกับเรื่องเยี่ยมอีกเรื่องของ Peter Benson ที่ทั้งกำกับและแสดงหนัง Hallmark มาหลายเรื่อง สำหรับเรื่องนี้ก็กลมกล่อมพอดีคำ มีครบรสทั้งสนุก ซาบซึ้ง ตลก อบอุ่น และสืบสวนปะติดปะต่อปมต่างๆ เข้าด้วยกัน – งานนี้นอกจากชมเขาว่าคุมหนังได้ดีแล้ว ก็ต้องชมหมดครับ ทั้งดาราก็ดี บทก็ดี บรรยากาศ งานฉากต่างๆ หรือดนตรีและเพลง ทุกอย่างทำงานสอดประสานเข้ากันอย่างดี และเรื่องนีก็ตามเคยครับ เขาจะต้องโผล่มารับเชิญเล็กๆ อย่างในเรื่องนี้โผล่มาปเ็นเสียงครับ เขาคือเสียงของเบน เบนเนตต์ พี่ของพอลนั่นเอง

แล้วหนังยังมี Cameo ด้วยครับ จะมีอยู่ตัวละครหนึ่งจากหนังภาคก่อนๆ โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว สำหรับคนที่ตามดูมาทุกภาคอย่างผมนี่บอกเลยว่ายิ่งทำให้ชอบหนังมากขึ้นไปอีก

เป็นหนังที่ผมอยากให้ได้ดูกันครับ โดยเฉพาะคอหนัง Feel Good, คอหนัง Hallmark และคอหนังคริสต์มาส ผมเชื่อว่าท่านต้องถูกใจไม่มากก็น้อย

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)