รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Man Who Shot Liberty Valance (1962)

Untitled03620

ดูหนังคาวบอยมาหลายต่อหลายเรื่อง ผมบอกได้เลยครับว่าตัวละครของ John Wayne ในเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในยอดคนคาวบอยที่เท่ห์ สมาร์ท และองอาจที่สุดในอันดับต้นๆ ของโลกภาพยนตร์ทีเดียว

ตัวหนังเข้มข้นมากในแง่ของเรื่องราวครับ แต่บอกก่อนว่าหนังไม่ได้มาในแนวคาวบอยยิงกันระห่ำเมือง ฉากยิงกันจริงๆ นี่มีแค่ฉากเดียว หลักๆ แล้วหนังจะเล่าเรื่องของชีวิตคนในแดนตะวันตกที่ซึ่งคนธรรมดาก็พยายามใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ส่วนใหญ่กลับต้องอยู่อย่างอกสั่นขวัญผวา เพราะมันจะมีพวกโจรหรืออันธพาลมาระรานและสร้างความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ

เปิดเรื่องมาหนังแนะนำให้เรารู้จักกับท่านวุฒิสมาชิกแรนซั่ม สต็อดดาร์ด (James Stewart) ที่เดินทางมายังเมืองชินโบนเพื่อร่วมงานศพชายที่ชื่อ ทอม โดนิฟอน

แล้วก็มีคนตั้งคำถามว่าชายคนนี้เป็นใครกันหรือ? เพราะเหตุใดคนระดับท่านวุฒิฯ ถึงลงทุนเดินทางมาไกลเพื่อเคารพศพชายคนหนึ่งที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร

ท่านวุฒิฯ แรนซั่มเลยเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ตอนเขาเพิ่งเข้ามายังเมืองชินโบนเป็นครั้งแรก เขาต้องเจอกับความโหดร้ายของกลุ่มโจรที่นำโดย ลิเบอร์ตี้ วาแลนซ์ (Lee Marvin) ที่ทำร้ายเขาจนสาหัส แล้วในเวลาต่อมาเขาก็พักฟื้นอยู่ในเมืองและด้วยความที่เป็นทนายผู้รู้กฎหมายและรู้หนังสือ เขาเลยพยายามสอนชาวบ้านให้รู้หนังสือและพยายามจะเอากฎหมายมาใช้สร้างความสงบให้กับเมือง

ระหว่างนั้นเขาได้รู้จักกับทอม โดนิฟอน (John Wayne) สิงห์ปืนไวมาดนิ่งที่คิดเสมอว่ากฎหมายทำอะไรพวกโจรไม่ได้หรอก มันต้องใช้ปืนและกระสุนถึงจะจัดการพวกนั้นได้

และเมื่อแรนซั่มกับลิเบอร์ตี้ต้องเผชิญหน้ากันอีก อะไรเล่าที่จะใช้สยบคนร้ายอย่างลิเบอร์ตี้ได้ ระหว่างกฎหมายกับกระสุนปืน…

นี่ไม่ใช่หนังคาวบอยแอ็กชันที่ตัวละครลั่นกระสุนใส่กันเป็นหลักครับ แต่มันคือหนังที่ชี้ชวนให้เราตอบคำถามว่าในสังคมนั้นจะอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงได้เนี่ย มันต้องยึดกฎหมายหรือมันต้องใช้กำลัง

Untitled03619

เอาเข้าจริงแล้วโลกเราต้องมีกฎกติกาที่คนตกลงใช้ร่วมกันเพื่อให้คนเรามีหลักยึดในการปฏิบัติต่อกัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับล่ะครับว่าไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใดมันก็ต้องมีคนที่ไม่ยอมทำตามกฎ มันต้องมีคนที่พร้อมจะใช้กำลัง หรือพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้มาซึ่งอำนาจและสิ่งที่ต้องการ ซึ่งคนแบบนี้ให้พูดเรื่องกฎหมายหรือเจรจาด้วยเหตุผลยังไงก็ไม่ฟัง ดังนั้นการใช้กำลังเข้าจัดการก็ดูจะเป็นทางออกหนึ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง

หนังทำให้เราตระหนักครับว่าแนวทางที่จะนำมาปฏิบัติในสังคมนั้น มันขึ้นกับสถานการณ์และบริบท สถานการณ์ส่วนใหญ่เราอาจใช้กฎกติกามาปเ็นหลักยึดได้ แต่บางสถานการณ์หากเอาแต่ยึดกฎและไม่ยอมใช้กำลังเพื่อปกป้องคนบริสุทธิ์ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นได้

หลักการที่ผมนำมากล่าวนี้อาจไม่ได้ดูยุ่งยากอะไร สามารถบรรยายออกมาได้โดยง่าย และน่าจะเอาไปปรับใช้ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่กระนั้นในสังคมมนุษย์ก็ยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่เสมอ…

นั่นก็เพราะปัญหาจริงๆ มันเกิดเพราะคนครับ คนเรานี่แหละที่เลือกจะทำร้ายกัน เลือกจะข่มขู่เหลิงอำนาจกัน เลือกจะเอาแต่ใจตนและไม่สนคนอื่น

ดังนั้นจะว่าไปแล้วแม้นี่จะเป็นหนังคาวบอยตะวันตก แต่มันก็ไม่ใช่หนังคาวบอยลั่นไกท้าดวล ทว่ามันคือหนังที่สะท้อนสังคมมนุษย์ โดยใช้ดินแดนและตัวละครในโลกคาวบอยมาเป็นกลุ่มตัวอย่างนำเสนอให้เราเห็นภาพแบบชัดเจน

แต่สารภาพว่าระหว่างดูนั้น แม้หนังจะเป็นขาวดำและเป็นหนังเก่าอายุกว่าครึ่งศตวรรษ แต่สภาพสังคมและลักษณะคาแรคเตอร์ของตัวละครต่างๆ นั้น เราๆ ท่านๆ กลับยังสามารถพบเห็นได้แม้ในโลกปัจจุบัน… มันสะท้อนให้เห็นจริงๆ ครับว่าแม้เวลาจะผ่านไป โลกจะก้าวหน้าทางวิทยาการไปสักแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะยังไงโลกเราก็ยังจะมีทั้งคนดีคนชั่ว (ในคาแรคเตอร์พิมพ์นิยม) แบบนี้เรื่อยไป…

…เราคงเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้… ทำได้แค่คงสังคมไว้ให้ดีเท่าที่จะทำได้ และสยบคนไม่ดีให้สร้างความเดือดร้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำไหว

Untitled03621

ดังนั้นถ้าให้ว่ากันแบบตรงๆ แล้ว ใครอยากดูหนังคาวบอยยิงกันมันส์ๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องนี้ล่ะครับ แต่หากใครอยากเห็นหนังคาวบอยตะวันตกที่ดาราระดับตำนานมาเชือดเฉือนฝีมือ มาเชือดเฉือนคาแรคเตอร์กันแล้วล่ะก็ เรื่องนี้คือหนึ่งในหนังระดับตำนานที่รวมเอา 3 ดารายอดฝีมือมาร่วมจอกันอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่มีใครด้อยกว่าใคร

หนังเรื่องนี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะที่เป็นผลงานระดับ Top ในชีวิตการแสดงของ John Wayne และ Lee Marvin ด้วยครับ

ผมอยากปรบมือให้คนที่แคสติ้งตัวละครมากๆ ครับ เพราะเขาเลือกมาได้โคตรจะเหมาะ Stewart นั้นติดภาพลักษณ์ชายผู้มีการศึกษา และเป็นคนดีที่มีหลักการมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นเขาจึงเหมาะกับบทแรนซั่มอย่างที่สุด เช่นเดียวกับ Wayne ที่มีภาพลักษณ์ยอดคนผู้ไร้กรอบไม่สนที่จะเล่นตามกฎแห่งแดนตะวันตก เขาคนนี้จึงโคตรจะเหมาะกับบททอม

ส่วน Marvin ก็ดูโฉดชั่วร้าย สมกับเป็นอาชญากรแห่งเมืองคาวบอยจริงๆ เอาแค่ฝีมือของ 3 คนมาเฉือนกันนี่ก็คุ้มค่าแก่การรับชมอยากมากมายแล้วครับ (การที่ Marvin ได้มาแสดงในเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งก็ด้วยคำแนะนำของ Wayne นั่นเองครับ – เพราะเขาเคยร่วมงานกันใน The Comancheros (1961) และ Wayne ประทับใจ Marvin เลยแนะนำให้มาเล่นเรื่องนี้ด้วยกัน)

เกร็ดน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ก็มีหลายเรื่องครับ เช่นเหตุผลที่หนังเรื่องนี้ถ่ายทำเป็นหนังขาวดำ บ้างก็ว่าเพราะ John Ford ผู้กำกับหนังเรื่องนี้อยากให้หนังมีบรรยากาศที่กดดัน แต่บางแหล่งข่าวก็บอกว่าเพราะ Paramount Pictures ผู้สร้างอยากลดงบในการสร้าง แต่อีกแหล่งข่าวหนึ่งบอกว่าเพราะ Wayne และ  Stewart ต้องรับบทคนอายุวัยประมาณ 30 แต่ตัวจริงของพวกเขานั้นอายุ 50 ขึ้นกันแล้วทั้งคู่ ดังนั้นการถ่ายทำหนังให้เป็นขาวดำก็เพื่อพรางอายุพวกเขาในทางหนึ่ง  (ประมาณว่าถ้าถ่ายเป็นหนังสีก็จะเห็นรอยริ้วและผิวที่สูงวัยของพวกเขาได้ง่ายขึ้น ก็เลยถ่ายทำเป็นขาวดำซะเลย)

นอกจากนี้มีข่าวว่าระหว่างถ่ายทำนั้น John Ford ค่อนข้างจะมีปัญหากับ Wayne บางกระแสบอกว่าเพราะ Ford ไม่พอใจ Wayne สะสมมาตั้งแต่ตอนที่เขาไปช่วย Wayne กำกับ The Alamo (1960) แต่กลับไม่ได้เครดิตใดๆ เลยทำให้ Ford ใส่อารมณ์อาละวาดใส่ Wayne อยู่บ่อยๆ

Untitled03622

โดยรวมแล้วตัวหนังจัดว่าเข้มข้นในแง่ของเนื้อหาครับ มันคือหนังสะท้อนสังคมและความเป็นมนุษย์ที่ทั้งตั้งคำถามและให้แนวคำตอบเราในหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะประเด็นอันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง “ชายผู้ยิงลิเบอร์ตี้ วาแลนซ์” ใครดูจนจบแล้วคงทราบว่าใครคือคนที่ลงมือยิง ซึ่งบทสรุปของแรนซั่มและทอมนี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ และอย่างที่ผมบอกไว้นั่นแหละ ว่าบทบาทนี้ของ Wayne นี่เป็นอะไรที่เท่ห์และองอาจจริงๆ โดยส่วนตัวผมยกให้บทนี้ของเขาเป็นบทที่เท่ห์ที่สุดตลอดกาลจริงๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกแห่งความจริงก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่ บางคนอาจมองว่า “เพื่อให้โลกหมุนต่อไปได้ มันก็ต้องยอมให้เรื่องเป็นแบบนี้” แต่หากใครเน้นหนักแก่หลักการสักหน่อย ก็อาจมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แม้สุดท้ายมันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีก็ตาม แต่หากวิธีระหว่างทางมันมีเรื่องผิดแม้แต่นิดเดียว ใครคนนั้นก็อาจยอมรับไม่ได้ก็ได้

เรื่องพวกนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก… คงแบบนี้กระมัง มนุษย์อย่างเราๆ ถึงได้รับการขนานนามว่า “คน”

เรามีทั้งคนดี-ไม่ดีมาอยู่รวมกัน ตัวเราเองก็มีทั้งด้านดีและไม่ดีผสมปนเปกัน บางครั้งเรายึดในหลักการแต่บางครั้งเราก็แขวนหลักการไว้… สังคมมนุษย์ที่มันเป็นไป ก็เกิดจากคนมาคนรวมกัน

เรื่องแบบนี้… มองให้เหนื่อยก็ได้ มองให้เบาแล้ววางก็ได้ แล้วแต่พื้นฐานมุมมองของแต่ละคน

พูดตรงๆ ว่าหนังอาจจะไม่ได้สนุกมากหรือมันส์มากมาย แต่ด้วยพลังดาราและเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนถึงบทสรุป มันมี “อะไร” ให้เก็บไปคิด มีอะไรให้เราเอามาพิจารณาหลายอย่าง จนผมตัดสินใจได้แบบไม่ยากเย็นที่จะเอ่ยปากชื่นชม

หนังเรื่องนี้ ดีสามดาวครับ

Star31

(8/10)