ซีรี่ส์แนะนำแบบสุดๆ Highly Recommended

Parks and Recreation Season 1 – 7 (2009 – 2015)

23926344_1841356129228513_7427272476081068192_o

ในที่สุดก็ดูจนจบครบ 7 ซีซั่นครับ และพอดูจบก็บอกได้เลยว่า PaR เรื่องนี้กลายมาเป็นซีรี่ส์ที่ผมรักจนได้ เพราะมันสนุกเพลิน ฮาได้เรื่อยๆ แต่ที่เกินคาดก็คือความกินใจ อีกทั้งอารมณ์ Feel Good ที่สอดแทรกลงมาแบบพอเหมาะพอดี

เป็นซีรี่ส์แนวซิทคอมที่มีธีมหลักคือการเสียดสีวงการราชการน่ะครับ ไม่ว่าการจิกกัดการทำงานที่ล่าช้า เวลาประชาชนจะตัดต่อธุระแต่ละทีก็เหมือนจะอุดมด้วยระบบ ที่บางทีก็อาจจะมีเหตุผล แต่บางทีก็กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้อะไรๆ มันยากโดยใช่เหตุ

และเจ้าหน้าที่บางส่วนก็ทำงาน “เช้าชามเย็นชาม” ไม่จริงจังที่จะทำงานแบบเต็มที่ แต่เอาเวลาไปเล่นเฟซ เอาเวลาไปทำงานส่วนตัว หรือไม่ก็นั่งเม้าท์โน่นนี่ไปเรื่อยๆ (อันนี้ผมว่าไม่เฉพาะราชการครับ พนักงานทุกวงการก็มีแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น)

ตัวเอกของเรื่องคือ เลสลี่ โน้ป (Amy Poehler) เจ้าหน้าที่คนขยันแห่งกรมอุทยาน ซึ่งก็เหมือนจะเป็นคนที่แหกคอกนอกแถว เพราะแทนที่จะเช้าชามเย็นชามแบบคนอื่น แต่เธอกลับตั้งใจทำงาน ทุ่มเทแบบเกินร้อยเพื่อให้ประชาชนผู้เสียภาษีได้รับประโยชน์สูงสุด

เรื่องเริ่มเมื่อแอนน์ เพอร์กินส์ (Rashida Jones) ร้องเรียนเรื่องหลุมขนาดยักษ์ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ (ประมาณว่ามีคนจะก่อสร้าง แต่พอโครงการล่มก็ทิ้งหลุมนั้นไว้ ไม่ยอมกลบกลับ) จนแฟนของเธอที่ชื่อแอนดี้ (Chris Pratt) ตกลงไป ทำเอาขาหักเดินไม่ได้อยู่นาน

แล้วเลสลี่ก็ให้คำสัญญากับแอนน์ครับว่าเธอจะหาทางกลบหลุมนั่นให้ได้ และนั่นก็คือจุดเริ่มแห่งมิตรภาพของพวกเธอ ซึ่งหนังก็จะนำเสนอเรื่องของเลสลี่กับแอนน์ แล้วก็สายสัมพันธ์แบบป่วนๆ ระหว่างเลสลี่กับเพื่อนร่วมงานในกรมครับ

จำได้ตอนดูช่วงแรกๆ ผมดูฆ่าเวลาครับ ประมาณว่าออกกำลังกายตอนเช้า ไม่รู้จะดูอะไรก็เลยลองเลือกเรื่องนี้มาดู เพราะเห็นว่าคะแนนนิยมงามดีใน IMDB ซึ่งปีแรกก็ดูได้เพลินๆ ครับ สนุกแบบเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ถึงกับจับใจอะไร

แล้วผมก็เอาปี 2 มาดูฆ่าเวลาต่อ ปรากฎว่าปีมันเริ่มสนุกขึ้นครับ หากให้จาระไนก็คงเป็นว่า ปีแรกมุกต่างๆ อาจจะยังไม่เยอะ และสิ่งที่ทำให้ผมยังจูนไม่ติดกับปีแรกก็อาจเพราะโทนในปีแรกนั้น มีแต่เลสลี่กับแอนน์ครับที่น่ารักแบบจริงๆ ในขณะที่ตัวละครอื่นดูจะเป็นพวกขี้เกียจ เห็นแก่ตัว ปล่อยให้เลสลี่ทำงานคนเดียว

24130280_1839726636058129_9166464803917483838_o

แต่ก็พอเข้าใจน่ะครับว่าทีมงานคงอยากให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นของเลสลี่ เลยกำหนดให้เพื่อนร่วมงานกลายเป็นพวกมือไม่พายแล้วชอบเอาเท้าราน้ำ ทำให้มันดู Contrast กัน แต่นั่นก็ทำให้รสชาติของปีแรกยังไม่จับใจ

ทีนี้พอเข้าปี 2 สงสัยทีมงานจับทางได้มากขึ้นครับ เพราะตัวละครอื่นๆ ในกรมเริ่มหันมาช่วยเลสลี่ แม้พฤติกรรมหลักๆ ของพวกเขาจะยังมีความขี้เกียจและอาจจะไม่น่ารักบ้าง แต่ก็เริ่มญาติดีกับเลสลี่แล้วครับ และเพราะอย่างนั้นเลยทำให้บรรยากาศปี 2 เริ่มกลมกล่อม

แต่ 2 ปีแรกยังไม่เท่าไรครับ ต้องปี 3 – 5 ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่สนุกที่สุดก็ว่าได้ เพราะทุกอย่างลงตัวมาก ตัวละครทั้งหลายในกรมเริ่มมีความน่ารักมากขึ้น คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจเลสลี่มากขึ้น จริงที่ความกวนทีนยังอยู่ แต่หากถึงคราวที่เลสลี่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว พวกเขาทุกคนพร้อมทำทุกอย่างให้เลสลี่แบบถวายชีวิตทีเดียว

ช่วงปี 3 – 5 มันเลยได้อารมณ์ Feel Good ตามมาเพียบเลยครับ หลายช่วงหลายตอนเลยที่ซีรี่ส์ให้พลังกับผู้ชมแบบเกินร้อย อย่างผมนี่บอกเลยว่าบางตอนทำให้ผมมีพลังเลยนะ บางทีกำลังเหนื่อยๆ ล้าๆ จากปัญหา แต่พอได้ดูซีรี่ส์นี้เท่านั้นแหละ พลังมาเลย มันเหมือนเลสลี่แบ่งพลัง (ที่เธอมีอย่างล้นเหลือ) แผ่รัศมีมาเติมพลังให้เราด้วยน่ะครับ

สำหรับผมซีรี่ส์นี้เลยไม่ใช่แค่ซีรี่ส์เอาฮาเท่านั้น แต่มันมีแง่คิดดีๆ ให้เราเก็บเอาไปใช้เป็นคติเดือนใจในการดำรงชีวิต ในการเผชิญโลกที่พร้อมจะมีปัญหาถาโถมมาหาเราได้ทุกเวลา บางทีเราไม่ต้องการอะไรมากหรอกครับ ขอแค่มีคนเข้าใจ มีคนให้กำลังใจ และมีพื้นที่ให้เราพักบ้าง แค่นี้ก็ดีแล้ว

ครั้นพอถึงปี 6 มันก็ยังสนุกอยู่ครับ แต่มันก็ดร็อปลง ที่ดร็อปนี่อาจเป็นการดร็อปทางความรู้สึกของผมน่ะครับ เพราะปี 3 – 5 มันออกแนว Feel Good แม้เลสลี่จะเจอปัญหางี่เง่าแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังไม่งี่เง่าเกินไป ยังพอรับได้

แต่เรื่องที่เลสลี่ต้องเจอในปี 6 นี่ออกจะงี่เง่าเกิน โดยเฉพาะชาวเมืองที่ดูจะงี่เง่าแล้วงี่เง่าอีก ซึ่งพอดูไปก็พอเข้าใจครับว่าทิศทางที่ทีมงานจะพาเราไปก็คือ ต่อให้เลสลี่ทำงานดีแค่ไหน ทุ่มเทแค่ไหนก็ตาม แต่บางครั้งปัญหาก็ไม่ได้มาจากฝ่าย “เจ้าหน้าที่รัฐ” เพียงอย่างเดียว แต่มันก็เกิดจากการที่ประชาชนงี่เง่า เอาแต่ใจ หรือเห็นแก่ผลประโยชน์ได้เหมือนกัน

พอพูดถึงประเด็นนี้จริงๆ ผมว่าเข้าท่านะ คือทีมงานตีประเด็นได้ดีเหมือนกัน จากตอนแรกที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐ-ราชการทำงานไม่เต็มที่ บ้านเมืองเลยไม่เจริญเท่าที่ควร แต่เอาเข้าจริงหากมองในอีกมุม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนก็มีส่วนถ่วงความเจริญของบ้านเมืองได้เหมือนกัน… มองไปมองมา มันก็เป็นกลางดีครับ 😉

23511348_1824320950932031_1389725348130715103_o

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าพูดถึงประเด็นน่ะผมเข้าใจ แต่โทนของปี 6 มันเน้นเรื่องงี่เง่าเยอะ ส่วนเรื่อง Feel Good มีบ้าง แต่ไม่เยอะ ทำให้ความสนุกถูกลดทอนลงไปเยอะเหมือนกัน เพราะความสนุกจริงๆ มันคือมิตรภาพของเลสลี่กับเพื่อนร่วมงาน พร้อมกับความพยายามที่ไม่สิ้นสุดของเธอ แต่พอซีรี่สดันมาเน้นความเงี่เง่าไม่จำกัดของประชาชน หรือตัวละครบางตัว มันเลยทำให้โทนอร่อยๆ ในปีก่อนเสียรังวัดไปพอตัว

ส่วนปี 7 เป็นปีสุดท้ายครับ ก็เป็นการสรุปเรื่องราวทั้งหมดของเลสลี่และพรรคพวก ซึ่งก็ถือเป็นปีที่คืนฟอร์มได้ดี มีตอนเด็ดๆ อย่างตอนที่ 4 (ของปี 7) กับ 2 ตอนสุดท้ายที่ถือเป็นการจบซีรี่ส์ลงได้อย่างดีมากๆ จนแทบจะบอกได้เลยว่าเป็นการอวสานของซีรี่ส์ที่ทำได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง (เพราะซีรี่ส์หลายเรื่อง มักจะมาดร็อปเอาตอนจบเสมอ)

โดยรวมแล้วผมมีความสุขกับซีรี่ส์นี้มากๆ ครับ ดาราทุกคนเล่นได้เหมาะกับบทแบบสุดๆ และผมชอบที่ทุกคนมีการเติบโตขึ้นตามสไตล์ของตัวเอง อย่าง รอน สวอนสััน (Nick Offerman) ที่ตอนแรกๆ ดูจะนิ่งๆ ไม่ค่อยสนใคร แต่พอเวลาผ่านไปเราจะได้เห็นความน่ารักของเขาเพิ่มขึ้น จากตอนแรกผมเฉยๆ นะ แต่ตอนหลังๆ นี่ผมรักเขาเลย ยิ่งสายใยระหว่างเขากับเลสลี่นี่เป็นอะไรที่ชวนประทับใจมาก (ปี 7 ตอนที่ 4 ครับ… มีซีนหนึ่งผมน้ำตาไหลเลยจริงๆ)

ตัวละครอย่างเอพริล (Aubrey Plaza) และแอนดี้ ก็มาพร้อมความแปลก แต่ก็น่ารักในแบบของพวกเขา เช่นเดียวกับ ดอนน่า (Retta) ที่เจ๊แกได้ใจคนดูมากขึ้นตามลำดับ และที่ลืมไม่ได้คือ เจอร์รี่ (Jim O’Heir) ที่ดูน่าสงสารในหลายวาระ แต่ก็เป็นตัวละครที่หลายคนต้องรักอย่างแน่นอนเหมือนกัน

ผมชอบทอม (Aziz Ansari) นะ ยอมรับว่าตอนแรกไม่ชอบเท่าไรที่หมอนี่ดูเห็นแก่ตัว แต่พอเวลาผ่านไป ก็เห็นได้ชัดว่าเขารักเจ้านายแค่ไหน และยังถือเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการชัดมาก จากตอนแรกๆ เป็นเหมือนพวกชอบตามกระแส ทำอะไรตามแฟชั่นและเน้นเท่ห์ ไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพายสักเท่าไร แต่พอเวลาผ่านไป เขาเริ่มทบทวนชีวิตที่หันมาทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน จนกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ผมรู้สึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย (แม้พี่แกจะกวนทีนเยอะมากๆ ก็เถอะ)

เบน ไวแอตต์ (Adam Scott) กับคริส เทรเกอร์ (Rob Lowe) ถูกเพิ่มมาตอนปี 2 ซึ่งไปๆ มาๆ ก็กลายมาเป็น 2 ตัวละครที่เสริมความน่ารักให้กับซีรี่ส์นี้ได้แบบสุดยอดมาก ส่วน Paul Schneider ที่เล่นเป็นมาร์ก ก็เล่นถึงแค่ปี 2 ครับ เดาว่าหลายฝ่ายคงเห็นตรงกันว่าตัวละครนี้หาที่ยืนยากกว่าตัวละครอื่นๆ ก็เลยหายไป

ยอมรับว่าตอนดูจบนี่ก็ใจหายนะ เพราะผมรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกับพวกเขาไปแล้วน่ะครับ มันสนิทกันไปแล้ว และกลายเป็นว่าผมรู้ใจของแต่ละตัวละครไปแล้วด้วย ซึ่งมีซีรี่ส์ไม่กี่เรื่องครับที่ทำได้ขนาดนี้ มันต้องนำเสนอคาแรคเตอร์ได้ชัดและตรงจุดมากๆ ถึงทำให้คนดูอย่างผมสัมผัสตัวตนของพวกเขาแต่ละคนได้แบบนี้ จุดนี้ชมทีมงานเลยครับว่าทำงานได้ดีมากมายจริงๆ

สรุปว่าถ้ามีโอกาสล่ะก็ นี่ก็ซีรี่ส์ที่ต้องดูเลยครับ โดยส่วนตัวผมรักซีรี่ส์นี้น้องๆ Friends และรักมากกว่า The Big Bang Theory กับ How I Met Your Mother ซะอีก เพราะตัวละครมันถึงกว่า อีกทั้งความ Feel Good มันได้ใจ ดูแล้วได้ทั้งความฮาและกำลังใจครับ ยิ่งกว่านั้นคือมันทำให้ผมน้ำตาซีม-ร้องไห้ในหลายวาระ ซึ่งไม่มีซีรี่ส์ซิทคอมไหนทำได้อีกเลยหลังจาก Friends เป็นต้นมา ^_^

สี่ดาวเต็มครับ

Star41

(9/10)

Advertisements