รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

St. Vincent (2014) มนุษย์ลุงวินเซนต์ แก่กาย… แต่ใจเฟี้ยว

12249668_1107612985936168_2252065182915563898_n

มีมาให้แนะนำอีกแล้วครับสำหรับคนชอบหนัง Feel Good (แม้เรื่องนี้อาจจะผสมๆ อารมณ์ Feel Suck เข้าไปด้วยก็เถอะ 555)

St. Vincent เล่าถึงแม่ลูกคู่หนึ่ง (Melissa McCarthy และ Jaeden Lieberher) ที่ย้ายไปอยู่ใกล้ๆ กับคุณวินเซนต์ (Bill Murray) ชายสูงวัยขี้เหล้าอารมณ์ร้ายที่พร้อมจะตำหนิด่าทอสรรพสิ่งที่เขาไม่ถูกใจ (และแน่นอนว่าเพียงวันแรกที่ย้ายมา แม่ลูกก็โดนไปหลายดอก)

แต่เนื่องจากฝ่ายแม่นั้นต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาส่งเสียลูก เธอเลยต้องฝากให้วินเซนต์ดูแลลูกเป็นพักๆ แล้วก็ตามสูตรครับ จากเดิมที่วินเซนต์ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ก็เริ่มเปิดใจเข้าหา 2 แม่ลูกนี้อย่างช้าๆ

ครับ หนังสูตรสำเร็จที่ได้ดาราที่ถือเป็นหนึ่งในตองอูสำหรับบท “คนเห็นแก่ตัว มีตนเป็นศูนย์กลางจักรวาล หยาบคาย ไม่สนใจใคร” อย่าง Murray มาสวมบท ซึ่งเขาทำได้ดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ (จากบทนี้ทำให้เขาได้ชิงลูกโลกทองคำด้วย) ในขณะที่ Lieberher เจ้าของบทโอลิเวอร์ หนุ่มน้อยที่ต้องใช้วินเซนต์เป็นพี่เลี้ยงจำเป็น ก็แสดงได้ดีครับ พอเหมาะ มีชีวิตชีวา ครั้นพอถึงตอนดราม่าก็ทำได้อย่างน่าชื่นชม

นอกจากนี้ยังได้ Naomi Watts ในบทโสเภณีที่ปากไม่ดีพอๆ กับวินเซนต์ (แต่จิตใจงาม) ซึ่งเธอก็เล่นได้เนียนไปกับบทครับ คุณจะลืมภาพผู้หญิงสุภาพมีการศึกษาจากหนังเรื่องอื่นๆ ของเธอไปเลย

แต่รายที่ผมประทับใจสุด ยกให้ McCarthy ที่ปกติแล้วเราจะเห็นเธอในหนังฮาอย่าง Bridesmaids, Identity Thief, The Heat และ Spy ซึ่งเธอก็ฮาได้ใจและกวนโอ๊ยได้โล่ห์เสมอ แต่สำหรับเรื่องนี้ เธอเล่นบทเชิงดราม่าได้อย่างสุดยอดครับ ทั้งแววตา สีหน้า การพูดจา มันไม่เหลือเค้าความตลกเลยแม้แต่นิดเดียว คือมันทำให้ผมเชื่อน่ะครับว่าเรากำลังเห็นคุณแม่คนหนึ่งที่รักลูกมากๆ และกำลังเจอมรสุมชีวิตอย่างน่าเห็นใจ

เอาแค่ตอนเธอต้องเอ่ยคำขอโทษหรือขอร้องคุณวินเซนต์นี่ แววตาก็กินขาดแล้วครับ มันสุดแสนจะเว้าวอน มีอารมณ์เกรงใจ+กลัว+สิ้นหวังผสมอยู่ในดวงตาอย่างยอดเยี่ยม

บอกเลยครับว่าเรื่องนี้แค่ดูดาราก็คุ้มแล้วนะ ส่วนในแง่เรื่องราวก็อาจไม่ได้แปลกใหม่ครับ มันก็ลงสูตรเดิมๆ (อาจทำให้หลายคนนึกถึง Gran Torino แต่เรื่องนี้จะฮากว่า) แต่ทำได้สนุกครับ ดูเพลิน น่าติดตาม กลมกล่อม ดูแล้วได้รอยยิ้มผสมกับได้เห็นความจริงด้านที่ไม่สวยงามของชีวิต ก็อย่างที่ผมบอกน่ะครับว่าหนังมันมีทั้ง Feel Good ดูแล้วสบายใจ แล้วก็มีช่วง Feel Suck ดูแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันห่วยแท้ ปนๆ กันไป

ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนก็ต้องเจอทั้งชีวิตดีและร้ายสลับกันแบบนี้ ไม่มากก็น้อยนั่นแหละครับ

เป็นหนังดีๆ ที่ดูเพลินครับ อิ่มใจ แม้จะไม่ถึงขั้นอิ่มสุดยอด แต่ก็น่าจะถูกใจคอหนังดราม่าเบาสมองสไตล์นี้น่ะนะครับ ดาราก็ดี การเดินเรื่องก็น่าติดตาม เพราะหนังจะมีปมที่น่าสนใจมาดึงให้เราอยากตามเรื่องต่อครับ ไม่ว่าจะเรื่องของวินเซนต์ที่แท้จริงแล้ว เขามีอะไรมากกว่าที่ใครหลายคนคิด เขาไม่ใช่แค่ตาแก่สิ้นหวังที่เมาไปวันๆ แต่เขายังมีมุมน่ารัก และมีความรับผิดชอบบางอย่าง ที่เชื่อว่าหลายๆ ท่านหากเห็นแล้วอาจอมยิ้มเลยก็ได้ครับ

เช่นเดียวกับปมของโอลิเวอร์ที่ถือว่าเขาได้เรียนรู้และเติบโตระหว่างที่ได้อยู่กับวินเซนต์ ผมชอบปม “เด็กเกเรป่วนชีวิต” มากๆ ประมาณว่าจะมีเด็กอีกคนมาป่วนมาเกเรโอลิเวอร์ประจำ (แบบที่เด็กหงอๆ หลายคนโดน) ซึ่งบทลงเอยของปมนี้จัดว่ากินใจไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ

นี่เป็นงานกำกับหนังยาวเต็มตัวเรื่องแรกของ Theodore Melfi ซึ่งก็เปิดตัวได้สวยครับ จังหวะหนังถือว่าพอเหมาะ แม้ลูกเล่นจะยังไม่เด่นแต่ก็กลมกล่อมกำลังดีกับสไตล์ของเรื่อง และรู้มาว่าหนังประสบความสำเร็จด้วยนะครับ ลงทุนประมาณ $13 ล้าน แต่ทำเงินจากทั่วโลกได้กว่า $54 ล้าน เรียกว่าสวยแล้วล่ะครับสำหรับหนังฟอร์มเล็กแบบนี้

ปล. แอบขำนิดๆ เหมือนกันนะ เพราะ McCarthy ที่ได้รับบทนำใน Ghostbusters ภาครีเมกได้มาร่วมจอกับ Murray แห่ง Ghostbusters ต้นฉบับ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนเล่นหนังเรื่องนี้นั้น McCarthy จะขอคำแนะนำอะไรจาก Murray บ้างหรือเปล่า

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

 

 

Advertisements