รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

บุญชู ไอเลิฟ สระ อู (2008)

14585_003

ปี 2551 (2008) นั้นถือเป็นปีแห่งรวมญาติบนจอหนังเลยล่ะครับ เราได้เจออินเดียน่า โจนส์ลากสังขารมาหาขุมทรัพย์ แล้วยังได้เจอพ่อหนุ่มคนซื่อเมืองสุพรรณ บุญชู บ้านโข้ง (สันติสุข พรหมสิริ) พร้อมโมลี (จินตหรา สุขพัฒน์) และผองเพื่อนครบก๊วน งานนี้ยังหอบลูกชายชื่อว่าบุญโชค (ธนฉัตร ตุลยฉัตร) มาแนะนำให้เรารู้จักกันด้วย

ก่อนอื่นขอเกริ่นแต่เนิ่นๆ ว่าภาคนี้เน้นที่ตัวบุญโชคกับผองเพื่อนมากกว่าจะมาเน้นที่พวกบุญชู ก็พอเดาเจตนาอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกลได้ว่าคงหมายมั่นปลุกปั้นดารารุ่นลูกขึ้นมาสานตำนานต่อ เนื้อเรื่องก็ว่าด้วยการเข้ากรุงของบุญโชคตามคำขอของโมลีที่อยากให้ลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้เรียนหนังสือมีความรู้ทางโลกเหมือนคนอื่นๆ อันนำมาสู่การผจญภัยครั้งแรกในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีและด้านมืด มีทั้งคนดีและคนที่หลอกคนอื่นเขากินไปวันๆ ก็มาเป็นกำลังใจให้พ่อหนุ่มบุญโชคผ่านพ้นเรื่องวุ่น เจอแต่เรื่องดีๆ ก็แล้วกันนะครับ

ในฐานะแฟนเก่าแก่ ถ้าว่ากันแบบรวมๆ ผมชอบภาคนี้นะ มันสนุกครบรส อาบัณฑิตยังสามารถทำหนังระดับฮากระทืบโรงได้จริงๆ มุกตลกถูกใจคอหนังบุญชูแน่นอน มันไม่ได้ล้ำลึก แค่ฟังแล้วก็ฮาได้ไม่ซับซ้อน ยิ่งฉากต่อปากต่อคำระหว่างพี่ปองกับหยอยภาคนี้มาแรงแซงโค้ง สะใจกันไปเลย เพราะพี่ปองโผล่เยอะ เรียกเสียงฮาได้แยะ

ดารารุ่นใหญ่บทอาจไม่มาก แต่มาทีไรขโมยซีนได้เป็นอย่างดี เอกลักษณ์ประจำตัวยังติดมาให้แฟนเก่าได้ขำกัน อันนี้คนที่ดูบุญชูตอนเก่าๆ จะขำเยอะหน่อย มีมุกโยงไปถึงตอนก่อนๆ เยอะมาก ซึ่งผมประทับใจนะครับ เพราะหนังภาคต่อที่สร้างห่างจากตอนก่อนนานๆ น่ะ คนดูก็ต้องการเข้าไปรำลึกความหลัง เหมือนอาบัณฑิตจะรู้ใจแฟนๆ เลยกำนัลคนดูรุ่นเก่าให้ได้ยิ้ม ได้รำลึกถึงวันชื่นคืนสุขกัน

ด้านดารารุ่นเยาว์ก็สอบผ่านครับ ช่วงต้นๆ อาจยังไม่สนิทใจ ผมก็เป็นตะหงิดๆ บ้างนะ แต่เริ่มมารับได้ตอนฉากตะลุมบอนท้ายเรื่องน่ะครับ แต่ละคนบ้ากันได้เรื่องจริงๆ แววเหมือนรุ่นพ่อมากๆ

ผมมั่นใจว่าแฟนๆ ห่วงอยู่อย่างหนึ่ง… นั่นคือหนังเรื่องนี้บุญชูมีบทแค่ไหน เยอะไหม ก็ตอบตรงนี้เลยครับว่าไม่กี่ฉาก โผล่น้อยกว่าพวกหยอยอีก… อ้ะๆ อย่าเพิ่งส่ายหน้าครับ ที่ว่าน้อยน่ะ แน่นคุณภาพนะครับ มีอยู่หนึ่งฉากที่คุณจะต้องนึกในใจเลยว่า “นี่แหละ บุญชูคนเดิม กับโมลีคนเดิม” ฉากนี้เกิดที่ร้านพี่ปองครับ จับตาดูให้ดี เตือนไว้ก่อนเลยด้วย เพราะถ้าคุณอินกับความรักระหว่างบุญชูกับโมลีมากๆ ล่ะมีสิทธิ์น้ำตาซึมเอาได้ง่ายๆ เลยล่ะ

ต้องทำใจหน่อยนะครับ หนังชื่อบุญชู แต่เน้นที่บุญโชค ซึ่งอาจยังไม่สามารถครองใจคนดูได้เต็มร้อย แม้ผมจะชอบหนังและสนุกไปกับสารพัดมุก แต่ก็รู้สึกว่าบทยังเขย่าไม่เข้าที่ จุดที่น่าเสียดายคือคาแร็กเตอร์ของรุ่นลูกยังไม่ชัด ไม่เหมือนบุญชูภาคแรก เราเจอหน้าพวกหยอยแม้จะมากันตั้ง 5 คนแต่เราก็จำได้ครับว่าแต่ละเจ้าบ้าอะไร ชอบอะไร เฮฮาแค่ประมาณไหน ส่วนรุ่นลูกนี้ด้านความบ้าความฮาผมว่าไปกันได้นะ (ไอ้ฉากตะลุมบอนน่ะ มันบ้ากันได้ใจจริงๆ) แต่เอกลักษณ์ประจำตัวนั้นยังหาไม่เจอ แม้แต่บุญโชคก็ตาม เขาดูซื่อจริง ท่องคำพระได้เป็นวรรคเป็นเวรเหมือนพ่อเป๊ะ แต่ความเป็น “ผู้น่ารัก” แบบบุญชูนั้นอาจยังไม่มากเท่าไร ก็ไม่แน่ใจว่าไปพลาดตรงบทหรือตรงไหนน่ะนะครับ ก็เสียดาย ถ้ามีล่ะแจ๋วเลย เพราะเท่านี้ก็ถือว่าน้องๆ เก่งมากแล้วล่ะครับ ขาดแค่เอกลักษณ์น่ะ

อีกจุดที่สะดุดคือตอนท้ายที่รีบจบไปหน่อย หลังจากตะลุมบอนน่ะครับ ตอนนั้นผมกำลังให้คะแนนบวกเลยนะ แต่แป๊บเดียวจบซะแล้ว … อ้าว คะแนนค้างเลยผม รู้สึกเหมือนนั่งเครื่องบินมานิ่มๆ กำลังสบาย ใกล้ถึงที่หมาย แต่กัปตันดันถีบลงจากเครื่อง อันนี้เสียดายเยอะหน่อย เพราะตอนจบของบุญชูทุกภาคมันอิ่มกว่านี้ คำว่า “สวัสดี” จะขึ้นตอนที่เราอิ่มพอดี ออกจากโรงก็แจ่มใส ส่วนภาคนี้นี่ถ้าไม่ได้ฉากหลุดตอนท้ายล่ะจุกเลยนะครับ

แหม คนรอดูบุญชูมาตั้งหลายปี ให้เจอนานกว่านี้อีกสิบนาทีก็ไม่มีใครว่าหรอกจ้า เล่ายาวก็ไม่ว่านะจ๊า

เอาเถอะครับ พอลองมาหักกลบลบแล้ว บุญชูภาคนี้ก็ยังสนุกสนาน เฮฮาได้ใจเป็นอย่างดี เป็นหนังที่เหมาะมากเลยครับ ดูกันได้สบายๆ เอาเวลาไปขำดีกว่าเอาเวลาไปเครียดครับ

ก็ถือว่าหนังภาคนี้สนุกแบบน่าสนับสนุนให้ดูกันนะครับ ก็เชียร์แบบไม่อ้อมค้อมล่ะครับ เว้นแต่ว่าคุณเฉยกับหนังและมุกของบุญชูมาแต่ไหนแต่ไร อันนี้ไม่ว่ากัน ส่วนบางคนบอกหนังตัวอย่างไม่ขำ แต่ผมขอแจ้งเลยว่าในเรื่องขำกว่าเยอะๆๆๆ

ส่วนผม … เฮ่อ … รู้สึกดีจังที่ได้เจอบุญชูอีกครั้ง แม้จะยังไม่เต็มอิ่มเท่าไร หนังยังคงเอกลักษณ์ Feel Good มีพระเอกใจซื่อมือสะอาดมาแต่งแต้มสีสันความดีงามให้เมืองใหญ่ที่แสนจะวุ่นวาย และแอบหยิกสังคมไทยได้เหมาะสมเจ็บๆ คันๆ เช่นเคย ไม่ผิดหวังครับ แค่ยังไม่สมหวัง ยังไงบุญชู 2 น้องใหม่คือตอนที่ผมปลื้มที่สุดอยู่ดี ส่วนภาคนี้ชอบเป็นอันดับสามครับ รองจากภาค 6

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements