Adventure

The BFG (2016) ยักษ์ใหญ่หัวใจหล่อ

13735696_1270559356308196_8428487636990638943_o

กาลเวลาเดินไปข้างหน้าไม่หยุด เช่นเดียวกับความเปลี่ยนแปลงที่เดินไปพร้อมกับกาลเวลาเสมอ

ที่จู่ๆ มารำพึงแบบนี้ก็เพราะผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ แต่ขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าหนังแฟนตาซีแบบนี้มันคงจะพ้นสมัยไปแล้ว สังเกตได้จากกระแสตอบรับหรือรายได้ที่ถือได้ว่าล่มเลยล่ะครับ

ตอนนี้หนังทำเงินไป $55 ล้านเหรียญจากทั่วโลก ในขณะที่ทุนสร้างน่ะไม่ต่ำกว่า $140 ล้าน ก็ถือว่าน่าเสียดายเหมือนกันครับ เพราะเท่าที่ทราบมา Steven Spielberg ที่ลงมือกำกับเองนั้นก็ตั้งใจสร้างเรื่องนี้ด้วยใจรัก (เพราะเขาอยากทำมาตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือรอบแรกน่ะครับ)

และผมก็เชื่อว่าที่เขียนเล่าให้ฟังนี่ก็อาจจะไม่ทำให้มียอดคนดูเพิ่มขึ้นสักเท่าไรหรอก แต่ยังไงก็อยากบอกว่า ใครชอบหนังแฟนตาซีไร้พิษภัยหรืออยากเอาหนังเด็กๆ สักเรื่องไปเปิดให้ลูกดู ก็เลือกเรื่องนี้ได้เลยครับ เชื่อว่าไม่น่าจะผิดหวังกัน

แต่ต้องบอกก่อนครับว่าสไตล์เรื่องมันเป็น Old Fashion ไม่หวือหวา เล่าแบบง่ายๆ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ Spielberg ทำได้ดีอยู่แล้วล่ะครับ แล้วคนที่ดัดแปลงจากหนังสือของ Roald Dahl มาเป็นหนังก็คือ Melissa Mathison ผู้ที่เคยสร้างสรรค์ E.T. นั่นเอง (ซึ่งเรื่องนี้เป็นงานชิ้นสุดท้ายก่อนเธอจะจากไปเมื่อปลายที่แล้วครับ)

ถ้าถามผม ผมก็ว่าดูเพลินดีครับ แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ได้ยอดเยี่ยมมากมายเท่าผลงานสมัยก่อนของ Spielberg แต่ก็ถือเป็นงานแฟนตาซีที่น่าจดจำเรื่องหนึ่ง ดูสนุก ได้แง่คิด ภาพสวยสีสดอีกต่างหาก

ดูแล้วก็พอเข้าใจครับว่าทำไม Spielberg ต้องรอนานกว่าจะได้ทำ ก็เพราะในเรื่องมี CG ตลอด ถ้าเป็นสมัยก่อนภาพก็อาจไม่สวยและไม่เข้าท่าแบบสมัยนี้ (เห็นบอกว่ายุคหนึ่งจะให้ Robin Williams มาแสดงเป็นยักษ์ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าทำออกมาแล้วจะเป็นประมาณไหน)

ธีมหลักของหนังก็ว่าด้วยสายใยอันงดงามระหว่างเด็กหญิงกำพร้านามว่าโซฟี (Ruby Barnhill) กับ บีเอฟจี ยักษ์ใหญ่ใจดีที่ได้มารู้จักกัน และในเวลาต่อมาก็ได้เป็นเพื่อนกัน ก่อนจะช่วยกันหาทางปกป้องชาวเมืองจากยักษ์ใจร้าย ซึ่งถ้าว่ากันตรงๆ แล้วการเดินเรื่องมันอาจจะไม่ได้สนุกหรือมีสีสันอะไรมาก ออกจะเดินช้าๆ ด้วยซ้ำครับ ดังนั้นหากใครชอบอะไรหวือหวาว่องไวก็ต้องเผื่อใจไว้หน่อย

แต่ถ้าถามว่าผมชอบอะไร ก็คงชอบความผูกพันระหว่างโซฟีกับบีเอฟจีที่ค่อยๆ ก่อตัวนั่นแหละครับ จริงๆ แล้วพวกเขาต่างก็เหงานะ อยู่เพียงลำพังและบ้างครั้งก็รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่คนเดียวในโลก จนกระทั่งได้มาเจอกันนี่แหละ ความเหงาถึงบรรเทาลงไป

หนังสอดแทรกประเด็นเรื่องความสวยงามและพลังของความฝันลงมา แต่ก็ไม่ได้มีการนำมาเล่าแบบลึกซึ้งอะไร ซึ่งอันนี้อาจจะเรียกว่าเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของหนังครับ คือมันดูได้ ดูเพลิน ตัวเรื่องมันโอเค แต่ประเด็นสาระดีๆ กลับไม่ได้รับการนำเสนอแบบน่าสนใจหรือมีพลังเท่าที่ควร

ในแง่หนึ่งผมว่า Spielberg เองก็มักจะทำหนังออกมาประมาณนี้น่ะครับ เล่าเรื่องราวให้คนดูได้เห็นสายสัมพันธ์ของตัวละคร แต่เขาจะไม่ปรุงอะไรมากจนเกินไป ยิ่งระยะหลังนี่ปรุงน้อยลงกว่าเดิมอีก จึงไม่แปลกหากหลายคนจะรู้สึกว่ารสชาติหนังยังไม่เด่น เพราะช่วงสิบกว่าปีให้หลังนี่เราได้เห็นหนังที่ปรุงรสหวือหวา ดูสนุกและนำเสนอสาระได้แบบน่าจดจำเกิดขึ้นมากมาย

ก็อย่างที่บอกน่ะครับ ยุคสมัยเปลี่ยนไป ถ้าเป็นสมัยก่อน หนังประมาณนี้ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นหนังดีระดับต้องดู แต่พอมาถึงยุคนี้ หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นหนังดีอยู่ครับ เพียงแต่ดีกรีความน่าสนใจของมันอาจลดหลั่นลงไป หากเทียบกับหนังยุคหลังๆ ที่ทำได้กลมกล่อมและดูดีกว่า

กระนั้นก็ยังอยากให้ลองนะครับ ใครชอบแนวนี้ลองลิ้มได้ครับ ^_^

สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

 

Advertisements