รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Good Kids (2016) เรียบจบแล้ว ขอเป็นตัวเองสักครั้ง

16265380_1503137729717023_3799414220390973499_n

อีกหนึ่งหนังที่น่าสนใจครับ พล็อตมาแนว Coming of Age แบบเต็มๆ ซึ่งก็ถือเป็นแนวโปรดอย่างหนึ่งของผมล่ะครับ ครั้นพอดูแล้วก็ถือว่าดูได้เพลินๆ ครับ แม้จะไม่ได้เจ๋งอย่างที่หวังไว้ก็เถอะ แต่อย่างน้อยหนังก็มาพร้อมตอนจบที่ถือว่าน่าจดจำไม่ใช่น้อยทีเดียว

เรื่องราวของ 4 เพื่อนซี้ที่จัดว่าเป็น “เด็กดีตามตำรา” มาตลอดตั้งแต่เด็กยันโตครับ ประเภทว่าตั้งใจเรียน เหล้ายาไม่แตะ, ตอนดึกๆ ไม่ออกไปเที่ยวนอกบ้าน, ไม่เคยทำอะไรนอกกฎ กติกา ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน (หรือที่ไหนๆ ก็เหอะ) และไม่เคยมีแฟนเลยสักกะคน

ทีนี้พอถึงวันที่พวกเขาเรียนจบมัธยม พวกเขาก็เริ่มอยากลองทำอะไรที่มันนอกกรอบ “เด็กดี” ซะบ้าง เลยทำมันทุกสิ่งที่อยากทำแบบเต็มพิกัด ใช้เวลาช่วงวันหยุดหน้าร้อนที่เหลือให้คุ้ม ก่อนจะต้องแยกย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อหน้าร้อนสิ้นสุดลง

ก่อนพูดเรื่องหนังก็มาเล่าเรื่องแปลกก่อนครับ ช่วงนี้เหมือนผมดูหนังแบบต่อชื่อดาราแบบไม่ตั้งใจ เช่นวันก่อนดู Mike and Dave ที่มี Zac Efron กับ Aubrey Plaza เล่น แล้วเรื่องต่อมาผมก็จัด Dirty Grandpa ที่ 2 คนนี้ตามมาเล่นอีก แล้วล่าสุดกับเรื่องนี้ก็นำแสดงโดย Zoey Deutch ที่เป็นนางเอกเรื่อง Dirty Grandpa อีก ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ก็หยิบหนังมาดูแบบไม่สนคนแสดงเลยนะครับ แต่เจอแบบนี้ตลอด ก็แปลกดี 555

สำหรับ Good Kids นี่ก็อำนวยการสร้างโดย Chris Weitz และ Paul Weitz แห่ง American Pie ครับ ซึ่งก็พอเข้าใจนะเพราะหนังมัน Coming of Age สไตล์เดียวกับ Pie เลย มีการเอาวันจบการศึกษามาตัวตั้งต้น แล้วก็มีเรื่องเพศมาเป็นประเด็น ก่อนที่สุดท้ายเหล่าตัวละครจะตระหนักว่าชีวิตมันยังมีอะไรมากกว่าเรื่องเพศอีกเยอะแยะ

โดยรวมหนังก็ดูเพลินครับ เพียงแต่ไม่ถึงกับฮามากหรือลงตัวมากเท่า Pie ซึ่งมันทำให้เข้าใจเลยนะว่าแม้แต่หนังตลกวัยรุ่นที่มุ่งเรื่องเพศ ที่ดูเหมือนจะไม่เน้นสาระอะไรมากมาย มันก็ยังต้องมีจังหวะที่เหมาะสมในการเล่าและเล่นมุก อีกทั้งมันต้องปรุงแบบพอเหมาะ ผลลัพธ์ที่ได้มันถึงจะน่าจดจำ

กับเรื่องนี้ประเด็นตั้งต้นน่ะดีครับ ว่าด้วยการริลองอะไรที่ไม่เคยทำของพวกวัยรุ่นโดย 4 เพื่อนซี้ก็มี แอนดี้ (Nicholas Braun), นอร่า (Zoey Deutch), ไลออน (Mateo Arias) และสไปซ์ (Israel Broussard) ซึ่งบทจะเทน้ำหนักไปที่แอนดี้เยอะหน่อยครับ ดูๆ ไปพี่แกก็เหมือนรอสในซีรี่ส์ Friends เหมือนกันนะ

พอหลังจากแนะนำตัวละครและเหล่าตัวละครเปิดประเด็นจะใช้ชีวิตนอกกรอบเด็กดีแล้ว หนังก็เข้าเรื่องให้พวกเขาไปเฮ้ว ไปปาร์ตี้ ไปทำอะไรที่ไม่เคยทำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เทไปเรื่องเพศครับ โดยเฉพาะแอนดี้นี่เน้นเรื่องเพศกว่าชาวบ้านเขาเลย ส่วนนอร่าก็ลองเข้าหารุ่นพี่ในที่ทำงาน ในขณะที่บทของไลออนถือว่าน้อยครับ ยิ่งสไปซ์นี่ถือว่าน้อยสุดเลย ทั้งที่จริงๆ พี่แกดูจะมีสติสุดในกลุ่มนะ แต่บทน้อยมาก

ช่วงกลางเรื่องก็จะเน้นเรื่องแอนดี้อย่างที่บอกน่ะครับ เรื่องเพศเป็นส่วนใหญ่ซึ่งก็นำมาสุู่เรื่องวุ่นซะมาก และเหมือนหนังจะเจตนาให้ฮา แต่มันก็ไม่ได้ฮาอะไร จุดนี้ก็อย่างที่เกริ่นไว้ครับว่าการปรุงของหนังมันต้องเล่าอะไรๆ แบบลงตัวและพอเหมาะ ถึงจะทำให้เรื่องราวมันน่าสนใจได้

ในขณะที่เรื่องนี้ การเล่าเรื่องตอนช่วงกลางๆ มันยังไม่ถึงกับเจ๋งเต็มที่ครับ ทั้งความน่าติดตาม ปมในเรื่อง หรือแง่คิดมันก็ยังไม่ได้ที่สักเท่าไร เหมือนหนังจะเน้นผิดจุดไปนิดน่ะครับ คือแทนที่จะเน้นประเด็นชีวิตหรือแง่คิด หนังไปเน้นเรื่องวุ่นๆ ในชีวิตของแอนดี้เสียมาก แต่เรื่องวุ่นๆ ที่ว่ามันก็ไม่ได้ถูกเล่าให้น่าสนใจแบบเต็มที่ แล้วก็พยายามจะเน้นให้ฮาในหลายๆ ช่วง แต่จังหวะการตบมุกมันยังไม่ถึงจุดขำเท่าที่ควร

ยอมรับว่าระหว่างดูมันก็โอเคน่ะครับ แต่ยังไม่เพลินเต็มที่ ยังไม่ลงตัวเต็มที่ แต่พอดูถึงตอนจบผมก็ค่อยเข้าใจขึ้นมาหน่อยว่าธีมจริงๆ ที่ผู้กำกับ Chris McCoy อยากเล่าน่ะมันคืออะไร ซึ่งเดี๋ยวผมจะไปเล่าในโซนสปอยล์นะครับ ใครอยากทราบตามไปอ่านได้

ดังนั้นหากให้ว่าในเบื้องต้น การที่หนังช่วงกลางๆ มาจับประเด็นวุ่นๆ ของแอนดี้มันก็มีเหตุผลน่ะครับ เพียงแต่การเล่าเรื่องมันยังไม่ลงล็อค ความขำก็ยังไม่มาก เลยทำให้ช่วงกลางๆ มันดูกลวงๆ อยู่ในที แต่หากดูจากตอนจบแล้ว การที่มันกลวงก็สมเหตุผลครับ เพียงแต่จังหวะการเล่ามันยังไม่ทำให้เกิดความน่าสนใจแบบเต็มๆ เท่านั้นเอง

สาระจริงๆ ก็มีแบบจางๆ ครับ บางฉากก็มาแบบไม่ตั้งตัว อย่างฉากที่เพื่อนคนหนึ่งที่แอนดี้เคยคิดว่าน่าจะไม่ต้อนรับเขา ประมาณว่าแอนดี้กับเพื่อนอีก 3 คนเป็นเหมือนเด็กเรียน เลยเหมือนๆ จะไม่ถูกกับเด็กคนอื่นๆ ที่เน้นสนุกกับชีวิตมากกว่า แต่ไปๆ มาๆ เพื่อนคนนั้นกลับบอกว่า “ไม่ใช่ไม่มีใครคบพวกนายนะ แต่พวกนายนั่นแหละแยกตัวเองออกไป”

เป็นฉากง่ายๆ ที่บอกอะไรได้หลายอย่างครับ มันเหมือนว่าบางครั้งเด็กเรียนคิดว่าตนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ หรือมองว่าคนอื่นไม่ใช่เด็กเรียนเหมือนตน เลยไม่สะดวกใจจะเข้าไปคบหา แต่เอาเข้าจริงเด็กที่ไม่ใช่เด็กเรียนส่วนใหญ่น่ะเข้าได้กับคนทุกกลุ่ม ไปได้หมดกับคนทุกประเภทที่เข้ามาข้องแวะกับตน

นั่นเลยทำให้ “เด็กไม่เน้นเรียน” มีเพื่อนเยอะ มีประสบการณ์เยอะกว่า คือในตำราอาจไม่เก่ง (ประมาณว่าพอรู้บ้าง พวกความรู้พื้นฐานน่ะยังไงก็รู้อยู่แล้ว) แต่จะไปเก่งในชีวิตจริงซึ่งในระยะยาวนั้น เด็กไม่เน้นเรียนเหล่านี้จะมีคอนเนคชั่นเยอะ มีทางไปในชีวิตเยอะ

และส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้ไม่มีกรอบกติกาอะไรมากครับ เลยมี “โลกแห่งความเป็นไปได้” ที่กว้างไกลกว่าเด็กที่ติดกรอบ ติดตำรา ติดทฤษฎี กล้าทำอะไรหลายๆ อย่าง กล้าก้าวไปในที่ๆ ไม่เคยมีใครไป กล้าที่จะลองผิดเพื่อจะได้รู้ว่าไอ้ที่มันถูกน่ะเป็นยังไง (แต่ที่ลองผิดแล้วไม่รู้ว่าผิด นี่ก็มีเหมือนกัน)

พวกประเด็นเล็กๆ แบบนี้จริงๆ มีความน่าสนใจครับ แต่เสียดายที่หนังให้พื้นที่กับอะไรเหล่านี้ไม่มากนัก อดคิดไม่ได้ว่าถ้าหนังบริหารพื้นที่ให้ดีๆ ลดความฮาหรือเรื่องเพศลงนิด แล้วให้พื้นที่กับอะไรพวกนี้มากหน่อย (เช่น ให้เราเห็นปฏิสัมพันธ์ที่ 4 ตัวเอกมีต่อเด็กกลุ่มอื่นๆ) หนังอาจมีอะไรน่าสนใจกว่านี้ก็ได้

ดาราในเรื่องก็เล่นกันดีครับ Deutch น่ารักดี นอกจากเล่น Dirty Grandpa ที่ผมบอกแล้ว เธอยังแสดงใน Why Him? และไม่รู้ยังจำกันได้ไหมว่าเธอเคยแสดงใน Beautiful Creatures และ Vampire Academy มาก่อนด้วย, Braun ก็รับบทแอนดี้ได้ชวนให้นึกถึงรอสแห่ง Friends มากๆ ส่วน Arias และ Broussard นั้น มาไม่เยอะครับ แต่ก็มีโมเมนต์น่าจดจำของตัวเองคนละนิดละหน่อย

สรุปคร่าวๆ ว่าหนังดูเอาเพลินได้ครับ เพียงแต่อาจไม่ถึงกับเด็ดหรือน่าจดจำอะไรมาก แต่ก็พอจะมีอะไรให้เก็บเอาไปคิดติดหัวได้บ้างครับ ทว่าถ้าใครหวังความฮาหนักๆ แบบ American Pie ก็ต้องเผื่อใจไว้นะครับ เพราะแม้เรื่องเพศจะมีไม่น้อย แต่ความฮาก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้นครับ

+++++++++++++++++++++++
++++++มีสปอยล์ครับ++++++++
++ไม่อยากทราบ อย่าอ่านครับ++
+++++++++++++++++++++++

ตอนจบเป็นอะไรที่โดนใจผมกว่าที่คิดไว้ครับ คือหนังสรุปจบที่ 4 ตัวเอกผ่านเรื่องวุ่นๆ ด้วยกันมา แล้วก็ลงเอยที่ซีนสุดท้ายก่อนแยกจาก เมื่อหน้าร้อนสิ้นสุด พวกเขาต้องแยกย้ายกันแล้ว ก็เลยมีการเอ่ยคำอำลาต่อกัน ซึ่งจริงๆ ฉากแบบนี้มีความหมายนะครับ เพราะพวกเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กน่ะ แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะแยกย้ายกันไปเข้ามหาวิทยาลัยคนละแห่งและคนละเมืองกันซะแล้ว

ประเด็นที่ผมว่าจี๊ดคือ จริงๆ แอนดี้น่ะชอบนอร่าครับ อ้า จริงๆ อันนี้เดาได้ไม่ยากนะ รู้อยู่แล้วล่ะว่าต้องมารักกันเองแบบนี้ ดังนั้นในฉากก่อนจะแยกจากกัน หลังจากไลออนและสไปซ์แยกไปที่รถของตัวเองแล้ว แอนดี้ก็อยู่กับนอร่าสองคน แล้วพวกเขาก็กอดกัน…

จุดที่มันชวนจี๊ดก็คือ พวกเขาเหลือเวลาอยู่ด้วยกันแค่นี้ครับ… ตลอดหน้าร้อนที่ผ่านมาพวกเขาแยกกันไปทำอะไรที่มันไม่ใช่ตัวเองเลยอ้ะ แอนดี้ก็ไปมีอะไรกับคุณภรรยาขี้เหงาที่มาเรียนเทนนิสกับเขาแล้วก็ไปวุ่นกับเรื่องรักทางไกล (แอนดี้มีเพื่อนทางอีเมลล์น่ะครับ)… แต่เขากลับไม่มีเวลาอยู่กับนอร่าเลย

ส่วนนอร่าก็ไปคบหากับรุ่นพี่ ที่สุดท้ายก็เห็นเธอเป็นแค่ของเล่นชั่วคราว… เธอเลยไม่มีเวลาได้อยู่กับแอนดี้เลย… แต่พอถึงตอนนี้ ไม่มีเวลาเหลือแล้วครับ วันหยุดหมดไปแล้ว หน้าร้อนผ่านไปแล้ว เวลาไม่อาจย้อนคืน พวกเขาไม่มีโอกาสได้เผยใจหรือใช้เวลาร่วมกันอีก

พวกเขาทำได้แค่เดินไปข้างหน้า แอนดี้ต้องไปเรียนต่อ นอร่าต้องไปเรียนต่อ… ชีวิตพวกเขาต้องดำเนินต่อ หลายอย่างยังดำเนินต่อ ยกเว้นเรื่องราวของพวกเขาที่หมดเวลาไปแล้ว (มีเวลานับ 10 ปีกับอีกหนึ่งซัมเมอร์ล่าสุดให้สานต่อในเรื่องรัก… แต่มันผ่านไปแล้ว) … นึกแล้วมันจี๊ดจริง

ด้วยเหตุนี้ผมเลยเข้าใจสิ่งที่ผู้กำกับ McCoy พยายามทำให้เราเห็นครับ เขาให้เราเห็นชีวิตที่ดูจะไร้ประเด็นสาระของแอนดี้ เพื่อที่จะให้เราเข้าใจว่า แอนดี้และนอร่าเองหมดเวลาในช่วงหน้าร้อนไปอย่างน่าเสียดาย… และเวลาเมื่อผ่านไปแล้ว มันก็ผ่านเลยไป ไม่อาจย้อนคืน

อารมณ์เหมือนพวกเราตอนเรียนไหมครับ ช่วงวันหยุดฤดูร้อนเกือบ 3 เดือน ไอ้ตอนก่อนหยุดนี่เรามีแผนอยากทำอะไรต่อมิอะไรเพียบไปหมด แต่พอถึงเวลาจริงๆ เรามักจะใช้เวลาไปกับหลายๆ เรื่องที่มันอาจ “ไม่ใช่สิ่งที่น่าทำที่สุดอย่างที่จริง” จนพอถึงช่วงสองวันก่อนเปิดเทอม เราก็มานั่งเสียดายว่าตั้งเกือบ 3 เดือนที่เราได้มา เราเอามันไปใช้ทำอะไรเนี่ย?

ลึกๆ ผมว่า McCoy เขามีธงในใจนะ แต่ตอนถ่ายทอดออกมาอาจทำได้ไม่เหมือนที่คิดไว้ และผมมองว่าจริงๆ เขาจับประเด็นได้ดีครับ เพียงแต่การเล่าเรื่องอาจยังไม่ลงล็อค หรือไม่เขาอาจไม่เหมาะกับการเล่าเรื่องในเชิงตลกก็ได้ แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าเขาเลือกจะไม่เน้นที่เรื่องเพศหรือเรื่องตลก แต่เน้นไปที่อะไรแบบที่เขาพยายามจะสื่อในตอนจบมาตั้งแต่แรก ผลลัพธ์จะออกมาต่างจากนี้ไหม

ถ้าใครว่างๆ ผมอยากให้ลองดู The Bicycle งานหนังสั้นของ McCoy เขาครับ แล้วจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงกล่าวว่า เขามีธงในใจ ^_^

สองดาวครับ

Star21

(6/10)