รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Better Watch Out (2016) โดดเดี่ยวเดี๋ยวก็ตาย

24900055_1856724477691678_5422631081362336557_n

ตอนดูตัวอย่างก็มองว่านี่จะเป็นหนัง Home Alone เวอร์ชั่นโหดครับ นึกว่าเป็นเรื่องของเด็กที่อยู่บ้านกับพี่เลี้ยงเพียงลำพัง แล้วมีโจรบุกอะไรแบบนั้น แต่พอดูแล้วเนื้อเรื่องมันไม่ใช่แบบนั้นแฮะและไปๆ มาๆ มันก็ดูโหดกว่าที่คาดด้วย

เด็กในเรื่องคือ ลุค (Levi Miller) วัย 12 ขวบที่อยู่กับพี่เลี้ยงสาวสวยที่ชื่อ แอชลี่ย์ (Olivia DeJonge) ซึ่งดูแล้วก็เดาได้ไม่ยากครับว่าลุคมีความรู้สึกแอบชอบแอชลี่ย์อยู่เหมือนกัน และเรื่องวุ่นๆ มันก็เกิดตั้งแต่ก่อนจะมีคนบุกมาที่บ้านซะอีก

สำหรับหนังในเบื้องต้นก็ถือว่าโหดเอาเรื่องครับ ดีกรีความรุนแรงมันไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ มันเหมือนเหตุการณ์บานปลายขึ้นทุกขณะ จากตอนเริ่มที่มันก็วุ่นในระดับหนึ่ง แล้วมันก็เกิดเหตุซ้ำอีกๆ ตัวละครก็มีการกระทำที่ล้ำเส้นกันไปเรื่อยๆ จนถึงตอนท้ายเหมือนทุกอย่างเกินความควบคุมน่ะครับ เหตุการณ์มันเลยจบไม่สวย

ในแง่หนึ่งหนังสะท้อนให้เราตระหนักนะว่าระดับความรุนแรงของโลกทุกวันนี้มันดูจะมากขึ้น ซึ่งคำว่า “มาก” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ว่ามันโหดมากขึ้นเท่านั้น แต่มันยังเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เหมือนคนเราพร้อมจะใช้ความรุนแรงเป็นทางออกก่อนทางอื่นๆ และไม่ค่อยจะระงับสติอารมณ์กันสักเท่าไร

พอดูแล้วมันก็ทำให้คิดน่ะนะครับว่าอะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งทำอะไรรุนแรงได้ขนาดนั้น ซึ่งผมว่ามันมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเพราะพ่อแม่ เพราะสังคม เพราะสื่อต่างๆ มันทำให้เด็กเอื้อมไปคว้าความรุนแรงมาใส่ตัวได้ง่ายขึ้น (ทั้งการเสพและการกระทำ)

หลายคนก็อาจจะบอกว่าคนเรามันก็มีสันดานและความรุนแรงภายในกันอยู่แล้ว ซึ่งมันก็อาจจะจริงครับ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วอะไรล่ะที่กระตุ้นเร้าให้เรารุนแรง อะไรล่ะที่เร่งให้คนทุกวันนี้ (ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่) มีความรุนแรงเป็นที่ตั้งกันง่ายขึ้น

หรือถ้าจะบอกว่าจริงๆ โลกมันก็รุนแรงแบบนี้มาตลอดนั่นแหละ แค่เราไม่เคยรู้ แต่พอดียุคนี้ข่าวมันไว คลิปไวรัลมันเยอะ โลกโซเชียลมันดราม่าขึ้น เราเลยเห็นเยอะขึ้นแค่นั้นเอง แต่มันก็มีของมันแบบนี้ประมาณนี้มานานแล้วนั่นแหละ ฯลฯ

แต่ต่อให้เป็นอย่างนั้น ต่อให้มนุษย์เรารุนแรงกันมานานแค่ไหนก็ตาม เราก็ควรทำอะไรสักอย่างเพื่อบรรเทา เพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สังคมมันน่ากลัวน้อยลง ให้ความรุนแรงมันมีขอบเขตที่พอเหมาะ – ไม่ใช่นั่งดูน้ำที่เน่าอยู่แล้ว ก็ปล่อยให้เน่าต่อไปโดยไม่ทำอะไรกันเลย – เพราะมันคือสังคมที่เราต้องอยู่กันไปอีกนาน… จนตายน่ะครับ

หากมองในแง่หนัง ผมว่าหนังเขียนบทได้ดี การลำดับเรื่องและความวุ่นวายถือว่าทำได้น่าติดตาม มันคือหนังตลกร้ายที่ผสมความสยองลงไปได้แบบพอเหมาะเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ ดาราในเรื่องก็เล่นกันได้ดีหมด โดยเฉพาะ Miller ที่เล่นเป็นเด็กแสบได้น่ากลัวดี ยิ่งซีนสุดท้ายนี่แววตาเขามันบอกอะไรได้เยอะจริงๆ

ในขณะที่ดารารายอื่นๆ ก็ช่วยกันสมทบทำให้หนังเรื่องนี้มันมีรสชาติพอเหมาะ และแม้ในเรื่องตัวละครจะมีการกระทำที่ล้ำเส้นแค่ไหนก็ตาม แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้มันสุดโต่งหนักหนาจนเกินไป แต่จุดนี้ก็ต้องขึ้นกับคนดูด้วยครับ หากใครรับเรื่องแบบในหนังไม่ได้ ก็อาจจะรู้สึกไม่ดีกับหนังไปเลยได้เหมือนกัน

อีกอย่างที่ชอบคือโทนสีของเรื่องครับ ใช้บรรยากาศคริสต์มาสใส่ลงไปได้แบบจัดจ้านมาก ไม่ว่าจะแสงไฟ ไฟประดับ ของตกแต่ง หรือสภาพนอกบ้าน ทุกอย่างมันสีสดเหมาะแก่การเป็นหนังคริสต์มาสจริงๆ และบางช่วงบางตอนของหนังมันก็มีปมเกี่ยวกับความรักอยู่เหมือนกัน เพียงแต่สถานการณ์มันออกจะเลือดสาดเท่านั้นแหละ

ความรู้สึกตอนดูหนังเรื่องนี้แบ่งออกเป็น 2 ทาง ทางแรกคือยอมรับว่าหนังเขียนมาได้ดี มีความแน่นในระดับหนึ่ง และองค์ประกอบต่างๆ ของหนังก็ถือว่าเวิร์กจนน่าพอใจ ส่วนอีกทางก็คือรู้สึกเป็นห่วง หวังหนังมันจะไปบันดาลใจบันดาลความรู้สึกใครให้ทำแบบที่ลุคทำในหนังไหม

เพราะในโลกนี้ “แค่คนหนึ่งคน เกิดอยากฆ่าคนอีกหนึ่งคน” มันก็เป็นเรื่องที่สยองอย่างยิ่งแล้ว…

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)