รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Invisible Guest (2016) แขกไม่ได้รับเชิญ

I001

ตอนนี้ไม่รู้ว่าผมเริ่มอิ่มตัวกับหนัง Hollywood – เป็นเพราะหนัง Hollywood เองเริ่มย่ำอยู่กับที่ – หรือเพราะมันกำลังเดินไปในทางทิศทางที่เราไม่คุ้น (จนเด็กยุค 90 อย่างผมเริ่มไม่ชินกับมัน) กันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือความรู้สึกเหล่านั้น มันทำให้ผมหันไปหาหนังแนวอื่น สัญชาติอื่น สไตล์อื่นมากขึ้น

และเรื่องที่ผมนำมาเล่านี้ก็เป็นอะไรที่โดนใจผมมากครับ หนังเข้าทางผมเลย เป็นแนวทริลเลอร์ลึกลับซ่อนปม เมื่อนักธุรกิจหนุ่มที่เพิ่งได้รับรางวัลนักธุรกิจแห่งปีอย่าง เอเดรียน โดเรีย (Mario Casas) ถูกพบในห้องของโรงแรม และที่ในห้องก็มีศพของ ลอร่า วิดัล (Bárbara Lennie) อยู่

แน่นอนว่าตำรวจมองเขาเป็นผู้ต้องสงสัย แต่เขาก็พยายามบอกทุกคนว่ามีบุคคลที่ 3 ที่เขาไม่เห็นหน้า ซ่อนตัวอยู่ในห้อง มันลอบทำร้ายเขา และมันจะต้องเป็นคนลงมือสังหารลอร่าอย่างแน่นอน

และล่าสุดก็มีข่าวว่าอัยการได้พยานคนใหม่ที่จะเอาผิดเขาได้ เขาเลยตามตัวเวอร์จิเนีย กู๊ดแมน (Ana Wagener) ทนายหญิงแกร่งที่ฉลาดเป็นกรดมาช่วยเหลือให้เขาพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย ซึ่งเอเดรียนก็ต้องเล่าทุกอย่างให้เธอฟังอย่างละเอียด…

รู้แค่นี้พอครับ ที่เหลือดูเองจะดีที่สุด เพราะหนังเรื่องนี้เล่าในแนวที่ผมชอบ คือเล่าเหมือนเรากำลังอ่านนิยายครับ เปิดไปทีละหน้า รู้ไปทีละเรื่อง ปมมาทีละชุด ก่อนจะไขไปทีละเปลาะ ก่อนที่อะไรๆ มันจะมาขมวดปมในตอนไคลแม็กซ์ ซึ่งก็เป็นไคลแม็กซ์ที่ทำออกมาได้ดีอย่างแรง

แต่ต้องบอกก่อนว่าสักครึ่งชั่วโมงแรกของหนังอาจทำให้หลายคนเบื่อได้ เพราะบรรยากาศมันอาจจะเนือยๆ เรื่อยๆ ไม่ได้มีอะไรเร่งเร้า ตัวละครก็ดูเรื่อยๆ ยังไม่มีอะไรมาดึงดูดเรา ซึ่งผมบอกตรงนี้เลยว่ามันมีเหตุผลที่เป็นแบบนั้นครับ และขอให้ท่านอดทนกับมันไปสักนิด เพราะพอเวลาผ่านครึ่งชั่วโมงไป ความน่าสนใจมันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเอง (ชวนให้นึกถึง Wind River อยู่เหมือนกันครับ ตอนต้นๆ ก็เรื่อยๆ แต่ยิ่งดูยิ่งสนุก)

หนังทำได้เข้มข้นมากครับ พอดูจนจบนี่พูดได้เต็มปากเลยว่าชอบ เพราะทุกองค์ประกอบมันสอดรับกัน เริ่มจากนักแสดงที่จัดได้ว่ายอดฝีมือจริงๆ โดยเฉพาะ Casas และ Wagener ที่ทำให้ตัวละครที่พวกเขารับบทดูมีมิติหลากหลาย และหลายวาระก็เชือดเฉือนฝีมือกันแบบนิ่มๆ แต่บาดลึกถึงใจ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ต่างคนต่างรู้ทางกัน

ยิ่งพอดูจนจบ พอเราเห็นภาพรวมทั้งหมด มันยิ่งตระหนักเลยว่าพวกเขาเล่นกันได้พอเหมาะพอดีขนาดไหน ไม่เฉพาะ 2 ชื่อที่ผมบอกไปครับ แต่หมายถึงนักแสดงคนอื่นๆ ที่รับบทเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับคดีฆาตกรรมครั้งนี้ ทุกคนเล่นได้พอเหมาะกับลีลาของเรื่อง (เพราะหนังแบบนี้ ถ้าหนักไปก็ไม่ได้ แต่เบาไปก็ไม่ดี ลองว่าถ้าเล่นไม่เหมาะ หนังจะเสียสมดุลย์บางอย่างไปเลย)

เอาเข้าจริงๆ แล้วหนังอาจไม่ได้แปลกใหม่อะไรครับ หลายมุกเราเคยเจอกันมาแล้วในหนังสืบสวน/ระทึกขวัญเรื่องอื่นๆ แต่เรื่องนี้ทำออกมาได้พอดี คุมจังหวะการเล่าได้ดี การคลายปมก็พอเหมาะ การแสดงก็อยู่ในระดับเยี่ยม และต้องชมผู้กำกับ Oriol Paulo ที่รับหน้าที่เขียนบทด้วย เขาคุมงานส่วนต่างๆ ได้อย่างน่าปรบมือจริงๆ

และที่ลืมไม่ได้คือดนตรีของ Fernando Velázquez ที่เป็นเหมือนวังน้ำวน ค่อยๆ พาเราจมดิ่งไปกับเรื่องราว หลายช่วงคุณจะรู้สึกเหมือนตัวกำลังหมุนคว้างกลางกระแสน้ำเลยล่ะครับ และอีกอย่างที่ต้องขอยกนิ้วให้คือมุมกล้องของ Xavi Giménez ที่ตอนไหนอยากให้เราสัมผัสภาพมุมกว้างก็จับภาพได้กว้างโปร่งโล่งสบาย แต่ตอนไหนถ้าอยากให้เราอึดอัด เขาก็สามารถจับภาพกว้างๆ ตรงหน้า ถ่ายทอดออกมาได้อารมณ์เหมือน “เรากำลังโดนยัดอยู่ในท้ายรถ” ยังไงยังงั้น!

ยอมรับเลยว่าระหว่างดูนี่ผมมีสองอารมณ์ผสมกันครับ อารมณ์แรกก็เป็นไปตามหนัง คือมันจะฉงน สงสัย และบางช่วงก็สลดและหดหู่ แต่อีกอารมณ์คือ “โคตรจะมีความสุข” เพราะตระหนักได้ว่าผมกำลังดูหนังซ่อนเงื่อนชั้นดี ที่ส่งมอบช่วงเวลาดีๆ ให้กับผม… การได้ดูหนังที่มันถูกเส้น เข้มข้น รสชาติดี มันคือความสุขอย่างแรงสำหรับคอหนังอย่างผมจริงๆ ครับ ^_^

และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะนำมันมาบอกเล่า แม้การบอกเล่าของผมมันจะเหมือนไม่บอกเล่าอะไรมาก แต่ก็ต้องขอเล่าแบบนี้ เพราะความสนุกของหนังมันอยู่ตรงที่ “การเปิดอ่านไปทีละหน้า” นี่แหละครับ เอาเป็นว่าใครรู้ตัวว่าเข้าทางหนังแบบนี้ ผมแนะนำจากใจเลยว่าต้องดูให้ได้สักครั้งครา

ชอบประโยคนี้มาก “ไม่มีใครโกหกโดยไม่มีเหตุผล ถ้าไม่เพื่อปกป้องตนเอง ก็ต้องเพื่อปกป้องคนอื่น”

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements