รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Step Up 2: The Streets (2008) สเต็ปโดนใจ หัวใจโดนเธอ 2

1363600933

ในภาคแรกนั้นถือว่าเป็นหนังรักที่คนสองคนสื่อใจจนตรงกันผ่านท่วงท่าภาษากาย (หรือการเต้น) ในขณะที่ภาคสองและภาคต่อจากนี้ หนังจะเริ่มเป็นเน้นที่ลีลาการเต้นแบบเต็มตัว โดยจะมีเรื่องรักๆ ของวัยรุ่นแทรกลงมาเป็นเรื่องรอง

อย่างแรกที่ผมชอบในภาคนี้ (เปิดมาก็บอกสิ่งที่ชอบเลย ออกจะเป็นนัยสปอยล์จำนวนดาวยังไงก็ไม่รู้ 5555 ) คือการเชื่อมภาคแรกกับภาคสองด้วยสิ่งที่ผมคิดว่าเจ๋งในภาคแรก นั่นคือ “การมีใครสักคนมาชักจูงให้วัยรุ่นทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อยกระดับตนเองให้พ้นจากการเป็นเพียงพวกชอบสร้างความวุ่นวาย”

เหมือนที่นอร่านางเอกจากภาคแรกทำน่ะครับ ไทเลอร์ เกจก็เลยก้าวเข้าสู่เส้นทางนักเต้น เขาจึงหนีพ้นจากวังวนการเป็นอันธพาลข้างถนน ที่อาจทำให้เขาโดนคนเอาลูกปืนมาฝากแสกหน้าได้ทุกเมื่อ

พอมาคราวนี้ ไทเลอร์ (Channing Tatum กับบทรับเชิญ) เลยเป็นคนมาชวนให้น้องรักนักเต้นนามว่าแอนดี้ (Briana Evigan) ไปมีอนาคตที่ดีบนเส้นทางการเต้น ที่โรงเรียนศิลปะแมรี่แลนด์ ที่ไทเลอร์สำเร็จการศึกษาและได้แนวทางชีวิตที่ดีมานั่นเอง

ณ ที่แห่งนั้นแอนดี้ต้องเจอกับผู้อำนวยการเบลค คอลลินส์ (Will Kemp) ที่ค่้อนข้างเฮี้ยบ และชอบกวดขันให้นักเรียนทุกคนเต้นอยู่ในกรอบ (ซึ่งแอนดี้ไม่ยอมแน่ๆ อยู่แล้ว) ไหนจะเชส (Robert Hoffman) น้องชายของเบลคที่ชอบทำตัวเป็นเทพบุตรสุดกวนมายียวนเธอเป็นประจำ (แต่เราคงเดาได้นะครับ ว่าหมอนี่คือพระเอก)

แล้วกลุ่มเพื่อนเก่าของเธอที่มีชื่อว่า นักเต้น 410 ที่ชอบเต้นนอกกรอบตามถนนและทำให้คนตกอกตกใจเป็นประจำ ก็ยังพากันแอนตี้บอยคอตแอนดี้อีกต่างหาก โทษฐานที่เธอไปให้เวลากับโรงเรียนมากกว่าให้เวลากับพวกเขา… ยังดีครับที่เธอมี มูส (Adam G. Sevani) เพื่อนตัวน้อยที่เต้นพริ้วหาตัวจับยากคอยเป็นกำลังใจ แล้วแบบนี้ชีวิตของเธอในโรงเรียนจะลงเอยอีท่าไหน ก็หาคำตอบได้ในหนังนะครับ

1363687192

อย่างที่บอกครับว่าภาคนี้แนวมันเปลี่ยนไปนิดหน่อย คือไม่ได้เน้นเรื่องความรัก แต่จะไปเน้นที่การเต้น ไม่ว่าจะการให้แต่ละตัวละครสำแดงลีลาเต้นเด็ดๆ ที่มีออกมา ตามด้วยการท้าเต้นเอาคืนกับพวกนักเต้น 410 ที่กลุ่มหลังนี่ก็ออกแนวอันธพาลมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการรวมตัวคนเต้นเก่งที่ชอบนอกกรอบมาร่วมกันต่อกรกับทีมตรงข้าม ทำให้ภาคนี้เป็นหนังแข่งเต้นแบบค่อนข้ามเต็มตัวครับ

แม้แนวจะเปลี่ยน แต่หนังก็ยังทำได้สนุกนะครับ ดูเพลินครบอารมณ์ ทั้งอารมณ์ขันความฮา ความมันส์ของลีลาแดนซ์ และช่วงชวนสะเทือนใจก็มีครับ นับว่าทำได้ถึงรสชาติดีไม่น้อย

ตัวเอกภาคนี้คือ แอนดี้ครับ ซึ่ง Briana Evigan ฉายเสน่ห์ได้อย่างยอดเยี่ยมครับ เต้นได้ยอด แสดงออกอารมณ์ได้ดี ตอนไหนจะซน ตอนไหนจะแกล้งคน หรือตอนไหนจะท้าทาย เธอร่ายมันผ่านการเต้นได้พริ้วดีมากครับ ส่วนบทพระเอกของ Hoffman นั้นแม้จะไม่เลวแต่ก็ยังไม่เด่นเท่า เพราะคนที่เด่นจริงๆ คือ Sevani เจ้าจิ๋วมูสที่เต้นได้อร่อยไม่ใช่น้อย และ Kemp ก็ทำให้บทของเบลคนั้นดูน่าสนใจมากขึ้นพอควรให้ตอนท้าย

จุดที่จัดว่าเข้าท่าและเป็นธีมหลักของหนังเลยก็คือการนำพาคนเข้าสู่โลกแห่งการเต้นที่มีทั้งการเต้นในโรงเรียนที่ออกแนวหรูหรา มีหลักการและกรอบให้ก้าวเดิน กับการเต้นริมถนนที่แหกมันทุกกฎ เต้นได้ทุกที่เพื่อโชว์ความเจ๋งที่มีให้โลกได้ประจักษ์ โดยไม่คำนึงว่าการเต้นนั้นจะทำให้ใครเดือดร้อนตกใจมากน้อยแค่ไหน

มันคือ 2 ขั้วแห่งโลกการเต้นครับ ขั้วหนึ่งกฎกรอบมากมาย ขยับไม่ได้และอึดอัด ส่วนอีกขั้วนั้นไร้รั้วกั้น ทำอะไรก็ทำ เล่นอะไรก็เล่น สนุกแค่ไหนก็เล่นแบบจัดเต็มแค่นั้น ไม่ต้องสนใจใคร จนบางทีก็ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนเข้า

ถ้าถามว่าขั้วไหนดีกว่าก็คงต้องขอตอบว่า “เอาสองขั้วมาผสม ให้ได้ทางสายกลาง น่าจะดีสุด”

จริงครับที่การเต้นที่ดีนั้นเราควรมีอิสระ มีเสรีที่จะแสดงมันออกมา ให้ภาษาที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูดสื่อออกมาทางท่าทางแต่ละกระบวน ยิ่งเรามีอิสระมากเท่าไร การสื่อออกมาเป็นท่าเต้นก็จะยิ่งพริ้วไหว เต็มอารมณ์

และอิสระที่ว่าจะถึงขั้นเทพหากเราเรียนรู้คำว่า “อิสระ” ให้ลึกซึ้งจนถึงขั้นที่ว่า นอกจากจะทำให้ตัวเองได้รับอิสระแล้ว เราก็ต้องรู้จักแบ่งปันอิสระนั้นให้กับคนอื่นๆ ด้วย

1363687239

อิสระขั้นเทพขนานแท้ ย่อมไม่ใช่อิสระที่จะทำอะไรก็ได้ จะไประรานคนอื่น รบกวนคนอื่น หรือเห็นแก่ตนเองมากกว่าคนอื่นตามแต่ใจ แบบนั้นก็เท่ากับเราไปลดทอนอิสระบางประการของคนอื่น เช่นนั้นแล้วอิสระที่มีก็จะค่อยๆ กลายพันธุ์กลายเป็นความคับแคบ ความเห็นแก่ตัว และความคิดที่ยึดตนเป็นใหญ่

บางคนอาจคิดว่าอิสระแท้ๆ ย่อมหมายถึงเราทำได้ทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าลองมองในมุมกลับ หากมีคนมายึดแย่งเอาอิสระบางส่วนของเราไป เราจะเรียกเขาว่าเป็นผู้รู้จัก “อิสระอันแท้จริง” ก็คงไม่เต็มปากนัก

ในหนังเราจะได้รู้จักกับ 2 ตัวละครจาก 2 ขั้ว คนแรกคือ ผอ. เบลค ที่ดูเหมือนจะจำกัดกรอบให้กับนักเรียนทุกคน ว่าต้องเต้นตามนี้เท่านั้น แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนในตอนท้าย เมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าการเต้นแท้ที่นั้น มันไร้พรมแดน และหัวใจของการเต้นคือความสนุก ซึ่งความสนุกนั้นจะเกิดได้ก็จากการที่นักเต้นสามารถถ่ายทอดตัวตนออกมาอย่างร่าเริง เป็นตัวของตัวเอง

เบลคตอนแรกดูเหมือนจะเป็นคนไม่น่ารักสักเท่าไร แต่พอเขาเข้าใจและเปิดใจรับความสนุกแห่งการเต้นแล้ว แค่รอยยิ้มของพี่แกในตอนหลั้งก็โกยคะแนนนิยมไปได้โข หลังจากตอนแรกที่เชื่อว่าคนดูไม่น้อยคงหมั่นไส้เขาอยู่ลึกๆ

ในทางกลับกัน อีกหนึ่งตัวละครที่ชื่อว่า ทัค (Black Thomas) หัวหน้าแก๊งเต้น 410 ที่พร่ำพูดถึงอิสระ หมั่นแสดงออกถึงเสรี และย้ำ้สมอว่าสมาชิกทุกคนคือครอบครัว กลับลงเอยด้วยการกลายเป็นวัยรุ่นที่น่าสงสารที่ติดกับในวังวนของอำนาจและความมีชื่อเสียง ซ้ำยังเอาแต่ใจและไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้

ทัคเหมือนคนอีกมากมายครับที่คิดว่าตนคือผู้เริ่มความเปลี่ยนแปลง คิดบนความทรนงว่าตนคือศิลปิน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็โดน “ความรู้สึกนึกว่าตนมีอำนาจและดีกว่าใครๆ” กลืนกินไป โดนโทสะครอบงำยามเห็นใครไม่ทำอะไรตามใจตน ไม่พยายามปรับตนเข้าหาคนอื่น แต่หมั่นยัดเยียดเอาสิ่งที่ตนเองเป็นให้กับคนอื่นอยู่เสมอ

นั่นคือความไร้เดียงสา ที่ไม่รู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีโลกของเราเพียงหนึ่งเดียว แต่ทุกคนล้วนมีโลกของตน มีวิถีของตนเองทั้งการเดิน การเต้น และการใช้ชีวิต

ผู้นำที่น่ารักและสร้างสรรค์นั้น ควรรู้จักตนเองว่ามีของดีอะไร และใช้วิธีที่ให้เกียรติผู้อื่นในการนำเสนอของดีที่ตนมีให้เขาได้ประจักษ์

ผู้นำที่เจ๋งแจ๋ว จะรู้ดีว่าทีเด็ดของดีที่ตนมีนั้นไม่ใช่ที่สุดของโลก ไม่ได้มีไว้เหยียบคนอื่น หรืออวดเบ่ง แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของโลก มันมีไว้ประดับโลก เติมเต็มมนุษย์ด้วยกันให้ได้เห็นสีสันหลากหลายมากขึ้น

เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ย้อนมองสิ่งที่ทำให้ไทเลอร์ ย้อนมาชวนแอนดี้ให้ไปเข้าเรียน นั่นเพราะเขาเห็นประโยชน์บางประการในการเรียนครับ

1363687282

อันว่าโรงเรียนดีๆ ไม่ได้มีไว้ให้เราเรียนแล้วก็สอบเท่านั้น มันจะต้องมีการสอนวิชาแห่งการขัดเกลา บ่มเพาะนิสัยที่ดี สะสมวิชาความรู้ สอนให้นักเรียนได้รู้ว่าสมดุลย์ที่แท้ของชีวิตนั้นมันอยู่ตรงไหน แน่นอนว่ามันไม่ใช่การอยู่แต่ในกฎทุกกระเบียด แต่มันก็ไม่ใช่การทำอะไรก็ได้แบบสุดโต่ง

เป็นอิสระที่โอบอุ้มด้วยกฎ… กฎที่ไม่แข็งทื่อด้วยกรอบ… นั่นแหละ คือผลดีแห่งการเรียนที่ไทเลอร์ได้รับ ทำให้เขายินดีแนะนำให้แอนดี้ไปเรียน เพราะเธอมีฝีมือดีอยู่แล้ว แค่ต้องการประสบการณ์ในชีวิต ต้องเสริมนิสัยอันดี ต้องเพิ่มความเคารพผู้อื่น

พอพูดถึงแอนดี้ก็บอกได้เลยครับว่าเธองามมากๆ… ใช่ครับเธอสวย น่ารัก แก่นเซี้ยวในแบบของเธอ แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากกว่าคือ พัฒนาการทางจิตใจของเธอ

จากเดิมเธอเป็นเพียงสาวน้อยที่ใจสลายหลังการจากไปของแม่ มีเพียงการเต้นเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาเธอให้บรรเทาความเจ็บนั้นได้ แต่เธอก็ไปเข้าทีมกับแก๊ง 410 แน่นอนว่าในตอนแรกก่อนที่เธอจะรู้จักโรงเรียน เธอคิดว่า 410 คือครอบครัวเดียวที่เธอมี แต่แล้วหลังจากเธอได้พบกับชีวิตอีกรูปแบบ ชีวิตที่มีทิศทาง มีคนช่วยแนะนำและประคองเธอให้อยู่บนเส้นทางนักเต้นที่สร้างสรรค์มากกว่าจะเกะกะระราน เธอจึงค่อยๆ เรียนรู้จุดกลางแห่งการเต้น นั่นคือมีกรอบบางส่วนเพื่อคุ้มกันไม่ให้เราหลงเดินทางผิด และมีอิสระในบางแง่โดยเฉพาะการปลดปล่อยภาษาภายในใจให้ออกมาโลดแล่นผ่านมาทางลีลา

เพื่อนที่ดีนั้นมีผลต่อแอนดี้มากครับ เป็นหนังอีกเรื่องที่สื่อประเด็นนี้ให้เห็นค่อนข้างชัด ในตอนแรกแอนดี้คบหาเพื่อนที่พากันสนใจตนเองมากกว่าคนอื่น นั่นทำให้เธอคิดถึงตัวเองเป็นหลัก และพาลคิดไปว่า ซาร่าห์ (Sonja Sohn) ผู้ที่ดูแลเธอแทนแม่ที่เสียไปนั้นไม่เข้าใจเธอแม้แต่น้อย

แต่เมื่อเธอได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ในโรงเรียน อีกทั้งเพื่อนแสนดีที่ให้คำปรึกษาและแง่คิดในเชิงสร้างสรรค์อยู่เสมอ แอนดี้จึงเติบโตขึ้น มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น ถึงขั้นว่าเธอยินดีรับผิดชอบเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง (ใครดูหนังแล้วย่อมทราบ) โดยที่เธอไม่ซัดทอดผู้ใด ทั้งที่เมื่อก่อนเธออาจจะโทษคนนั้นคนนี้ แต่ครั้งนี้ไม่ครับ เธอรับทุกอย่างไว้แต่เพียงผู้เดียว

มิหนำซ้ำเธอยังพร้อมทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ซาร่าห์โดยไม่โต้แย้งแบบเด็กๆ อีกต่อไป… ณ นาทีนั้นผมยิ้มครับ… มันอิ่มใจและดีใจที่ได้เห็นใครสักคนเติบโตขึ้น มีความรับผิดชอบขึ้น และเป็นผู้ใหญ่ขึ้นหลังจากผ่านเรื่องราวอันหลากหลาย

รู้สึกรักแม่สาวแอนดี้คนนี้จังๆ ก็ยามนั้นน่ะแหละ และนั่นก็เป็นแรงสำคัญที่ทำให้เราแอบเอาใจช่วยให้เธอผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปให้ได้

ในตอนท้ายสิ่งที่เธอพูดก็เป็นอีกอย่างครับที่บอกว่าเธอโตขึ้น เรียกว่าตอนนั้นแม้ทีมของเธอจะยังไม่ได้ออกลีลาแข่งดวลกับทีม 410 แต่ด้วยคำพูดที่เธอกล่าวนั้นมันก็ชนะใจคนดูไปเป็นที่เรียบร้อย

ถึงจุดนี้จึงเหมือนเป็นการตอบคำถามในหัวตัวเองครับ ว่าทำไมเราต้องเข้าโรงเรียน ซึ่งเราอาจคิดแค่ว่าแก่นสารของการเรียนคือเข้าห้องไปเรียนและไปสอบเท่านั้น แต่จริงๆ มันมีของดีแอบขัดเกลาเรา แอบสอนเราอยู่ครับ ไม่ว่าจะการปรับตัวเข้าหาเพื่อน การรู้จักแบ่งปัน การรู้จักรับผิดชอบ การค้นหาตนเอง ฯลฯ ซึ่งในมุมหนึ่งโรงเรียนก็คือบททดสอบย่อยก่อนเราจะเข้าสังคมจริงๆ นั่นแหละ

ถ้านับแต่นี้ไปเด็กๆ ตระหนักถึงสิ่งที่ได้จากโรงเรียน เข้าใจว่าโรงเรียนให้เรามากกว่าแค่ตำราวิชาการ เกรดกับสมุดพก แต่มันเปิดสอนวิชาชีวิตให้เราได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ… การได้ตระหนักอะไรแบบนี้ มันคงเป็นอะไรที่แจ๋วไม่ใช่น้อยนะครับ เชื่อว่าเด็กหลายคนคงสามารถตักตวงคุณค่านอกห้องเรียนเข้าสู่ตนเองได้เยอะทีเดียว

ความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้จึงเป็นไปในเชิงบวกครับ บวกแล้วบวกอีก นอกจากลีลาท่าเต้นสนุกๆ แล้ว ตัวละครทั้งหลายก็ยังมีมิติแง่มุมให้มองและคิดตาม จนอยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ (หรือชุดนี้) เป็นอีกเรื่องที่เหมาะจะเปิดให้วัยรุ่นได้ดูกัน ตามด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันหลังดูจบ พบว่ามันช่วยให้วัยรุ่นหลายคนค้นพบหนทางสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมได้ และยังเป็นหนทางที่จะทำให้ผู้ใหญ่ได้เข้าใจแนวคิดและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้ในระดับหนึ่ง

ผมจะไม่บอกว่า Step Up 2: The Streets มีดีมากมายนะครับ แต่จะขอบอกว่า “ผมพบเห็นสิ่งดีๆ หลายอย่าง และปิ๊งแนวคิดมากมาย ก็เพราะหนังเรื่องนี้”

ถ้าอยากได้ความสนุกพร้อมทั้งประเด็นรักกุ๊กกิ๊ก และแง่คิดชีวิตอีกนิดหน่อย เรื่องนี้ตอบโจทย์ได้กำลังเหมาะเลยครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements