รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Spirit of Christmas (2015)

25594247_1868556473175145_410789535456620322_n

อีกหนึ่งรักโรแมนติกผสมเบาสมองที่ทำออกมาโดยมีวันคริสต์มาสเป็นฉากหลัง แต่สัดส่วนของหนังจะเน้นไปที่เรื่องรักๆ มากกว่าครับ ไม่ได้เน้นเรื่องสาระคุณค่าแห่งวันคริสต์มาส แม้จะมีประเด็นเรื่องครอบครัวผสมอยู่ก็ตาม

แต่กระนั้นถ้าดูแบบไม่คิดมาก มันก็เพลินดีครับ กับเรื่องของเคท (Jen Lilley) ทนายสาวที่ชีวิตมีแต่การทำงาน และไม่ค่อยมีโชคเรื่องความรัก ประมาณว่าก็มีคบหาหนุ่มๆ อยู่เป็นระยะๆ แต่พอเธอไม่รู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่ เธอก็พร้อมจะให้อีกฝ่ายเดินออกไปจากชีวิต โดยที่เธอเองก็ไม่รั้งเขาเอาไว้

แล้วงานล่าสุดที่เธอต้องปิดจ็อบก่อนหมดปีก็คือการเตรียมขายโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งจริงๆ ก็เป็นโรงแรมที่สวยครับ แต่ปัญหาคือมันดันมีผีสิง เป็นที่ร่ำลือกันมานานแสนนานว่าที่นี่มีวิญญาณของเจ้าของดั้งเดิมมาปรากฏตัวให้เห็นอยู่บ่อยๆ

แต่เคทก็ไม่สนใจครับ ยังไงเธอก็ต้องทำเพื่อความก้าวหน้าในงาน แต่นาทีแรกที่เธอไปถึง ปรากฏว่าคนประเมินที่เธอนัดไว้ก็รีบโกยอ้าวเหมือนเพิ่งเจออะไรมาสดๆ ร้อนๆ เธอเลยต้องพักอยู่ที่นั่นคนเดียวตามลำพัง

แล้วเธอก็เจอครับ ผีที่ว่าคือแดเนียล (Thomas Beaudoin) เจ้าของโรงแรมที่ตายอย่างเป็นปริศนาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เธอเลยพยายามหาคำตอบว่าเพราะอะไรเขาถึงยังอยู่ เพื่อที่จะได้ปลดปล่อยเขา และสามารถนำโรงแรมแห่งนี้ออกขายได้ตามคำสั่งของเจ้านาย

แม้จะเป็นเรื่องผี แต่หนังก็ไม่ได้สยองอะไรครับ ดูแล้วออกแนวหนังรักที่มีผีเป็นพระเอกแบบที่บ้านเราก็เคยทำกันออกมา ตัวหนังอาจไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไร แต่ก็ดูได้แบบสบายๆ ส่วนสำคัญก็เพราะองค์ประกอบต่างๆ มันพอเหมาะในแบบของมันน่ะครับ

ดาราถือว่าเวิร์ก Lilley ดูน่ารักและเหมาะกับบท เธอดูมีความมุ่งมั่น (แกมดื้อดึง) แต่ขณะเดียวกันเธอก็มีจิตใจที่ดี แม้จะมุงานแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่คนที่เห็นแก่ตัวจนไม่สนใจใคร และการที่เธอได้มาไขปริศนาเพื่อปลดปล่อยแดเนียล ก็ทำให้เธอได้ค้นพบด้านอ่อนโยนของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม

แดเนียลเป็นเหมือนกระจกสะท้อนสิ่งที่เคทเป็นครับ เพราะแดเนียลเป็นคนแข็งๆ ไม่ได้อ่อนโยน ตอนมีคนรักก็ไม่ได้ดูแลเธออย่างทะนุถนอม และเขาออกจะสนใจตนเองมากกว่าจะฟังเสียงของคนรัก จนกระทั่งเมื่อตายไป ถึงได้รู้ว่าตนพลาดไปขนาดไหน ที่ไม่ได้ใส่ใจคนรักตั้งแต่ตอนที่ยังมีโอกาส

Beaudoin ก็ไม่เลวกับบทแดเนียลครับ เขาดูสมาร์ท จริงจัง แต่แววตาก็มีความเป็นสุภาพบุรุษที่แสนดี เพียงแต่เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเขา (ทั้งตอนเป็นและตอนตาย) มันทำให้เขาเป็นคนที่หันหลังให้กับโลก ยิ่งตัวเองมาคิดลบทบไปอีก มันก็เลยทำให้เขาดูขี้หงุดหงิดอยู่บ้าง

แต่หนังก็ทำให้เราตระหนักครับ ว่าเราจะเรียนรู้จากอดีตหรือเราจะให้อดีตมันเป็นโซ่ตรวนล่ามเราเอาไว้ วิธีปลดล็อคที่ดีวิธีหนึ่งก็คือกล้าที่จะจ้องตากับอดีต พิจารณาสิ่งที่เราทำ (หรือไม่ได้ทำ) เพื่อไตร่ตรองดูสิว่าเราทำทุกอย่างอย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง

บางทีเราคิดว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุด แต่มันอาจไม่ใช่ก็ได้ มันอาจมีวิธีที่ดีกว่าหากเราเปิดใจรับฟังคำแนะนำจากหลายๆ แหล่ง หรือเรียนรู้จากหลายๆ มุมมอง ซึ่งบางครั้งอะไรเหล่านี้จะทำให้เราเห็นทางออกที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยก็ทำให้เราเห็นจุดอ่อนที่แฝงอยู่ในวิธีการ “ที่เราคิดว่ามันดีที่สุด” อันจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ผิดได้

ถ้าจะติดอะไรในหนังเรื่องนี้ก็คงเป็นตอนจบน่ะครับ จบแบบจงใจไปนิด ตอนดูนี่อุทานเลยว่า “เอางี้เลยเน้อะ” มันดูจบง่ายไปจนความประทับใจที่ปริ่มๆ ว่าจะมีเป็นอันลดลงไปเยอะทีเดียว แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าดูเอาบันเทิงเบาๆ หนังก็ทำหน้าที่ให้เรารู้สึกบันเทิงได้ดีในระดับหนึ่งครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements