Action

Clash of the Titans (2010) สงครามมหาเทพประจัญบาน

1360223102

Clash of the Titans ถือเป็นหนังที่ดูเพื่อเสพความบันเทิงเป็นสรณะ

ในส่วนของการผจญภัย แอ็กชัน Effect สัตวประหลาดและอภินิหารของเหล่าทวยเทพถือว่าน่าพอใจออกแบบได้ไม่เลว ทำออกมาสวย อย่างห้องโถงในวังของเทพซุสก็ดูสว่างสดใส เปี่ยมรัศมีเทพ หรือสถานที่ต่างๆ ที่เพอร์ซุส (Sam Worthington) ไปผจญภัยก็ดูอลังการตามสมควร ยิ่งตอนท้ายไคลแม็กซ์การมาของคราเคนก็น่าตื่นตาไม่น้อย

เนื้อหาจริงๆ ก็ดูน่าสนใจในตอนต้นเมื่อเราได้รับรู้ตำนานที่มาที่ไปของกำเนิดโลก รู้ว่าอะไรคือไททัน ใครคือซูส (Liam Neeson) โพเซดอน (Danny Huston) และเฮดีส (Ralph Fiennes) พร้อมทั้งปมที่มาของการอาละวาดล้างผลาญมนุษย์ตามคำสั่งของซุส

ดูแล้วก็สะกิดใจในความเจ้าอารมณ์และใจร้อนของเหล่าทวยเทพเหมือนกันนะครับ

มันชวนให้คิดว่าเหล่าเทพในตำนานของแต่ละแห่งนั้น ก่อร่างสร้างขึ้นมาจากรูปแบบความเชื่อ อีกทั้งลักษณะการคิดของมนุษย์ชนชาตินั้นๆ ว่าง่ายๆ คือเทพตามตำนานของชาติต่างๆ ก็สะท้อนตัวตนของชาตินั้นๆ ได้พอสมควร

สาระประการในหนัง นอกจากจะสะท้อน “ที่มาอันแท้จริงของทวยเทพตามตำนาน” ยังสะท้อนแง่มุมการเป็นผู้นำ ซึ่งเหล่าเทพกับผู้นำทั้งหลายควรตระหนักว่าการขยับตัวทำอะไรนั้นไม่ว่าจะเล็กใหญ่ก็ตาม มันสามารถส่งผลกระทบมาถึงคนทั่วไปได้เสมอ

ทำเข้าท่าผลมันก็อาจจะเข้าท่า แต่หากทำอะไรเอาแต่อารมณ์ เห็นแก่ตัวเองเข้าว่า ฯลฯ หายนะก็เกิดขึ้นตามมาได้ในหลายๆ หย่อมหญ้า

สิ่งที่หนังแสดงตัวมาตั้งแต่ออกทีเซอร์ตัวอย่างแรกๆ ก็คือการแสดงทัศนะตั้งคำถามต่อเทพเจ้า รวมถึงแนวคิดการปลดปล่อยอิสระให้กับมนุษย์ ซึ่งในหนังก็ยังกระซิบเล็กๆ ให้คนเราอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา อย่าพึ่งพาแต่สิ่งเหนือธรรมชาติ (หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์)

เกิดเป็นต้องพึ่งตนให้ได้ซะก่อน

เหล่านั้นคืออะไรที่สมองทำงานต่อหลังจากดูหนังเสร็จ แต่หากว่ากันถึงตัวหนังแล้ว อย่างที่บอกครับว่ามีดีเรื่อง Effect ละลานตา ด้านการผจญภัยก็ตอบสนองความตื่นเต้นเล็กๆ น้อยๆ แต่โดยรวมแล้วหนังก็ยังไม่ถึงขั้นสุด
ด้านเนื้อหาก็ยิ่งโล่งโถง จนความรู้สึก “เฉยๆ” ก่อตัวตั้งแต่หนังยังไม่จบดี

และลองว่าเฉยตั้งแต่ในเรื่อง จนจบเรื่องก็คงไม่ต้องบรรยายว่ารู้สึกอย่างไร

เรียกว่าบทเบา, ไม่เกิดความผูกพันต่อตัวละคร แม้จะตายกันไปมากแค่ไหนก็ตาม, การเดินเรื่องก็มีแก่นที่ไม่ใช่ “ทำเพื่อความสงบของโลก” แต่มันให้อารมณ์เหมือน “กู้โลกจากเหล่าเทพวัยหมดประจำเดือนที่หงุดหงิดง่ายเป็นบ้า” ดีกรีความอร่อยสำหรับผมน้อยลงพอตัว

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ขอชมเหล่าดาราครับ โดยเฉพาะรุ่นใหญ่อย่าง Neeson และ Fiennes ที่เหมาะกับบทมากๆ เล่นดีอย่างแรง แล้วหน้าตาก็สมเป็นพี่น้องกันสุดๆ ยกนิ้วให้คนแคสติ้งเลยครับเลือกได้เยี่ยมมากๆ ยอมรับว่าระหว่างดูแม้บทจะไม่อร่อย แต่อย่างน้อยได้เห็นนักแสดงขั้นเทพมาแสดงเป็นเทพได้อย่างเทพ

อย่างน้อยก็ดูเอาเพลินๆ ได้ และย้ำเตือนตนเองด้วยว่าไม่ควรทำสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำอะไรให้ใครเดือดร้อน เพราะถ้าทำให้ใครเหลืออดมากๆ ต่อให้เป็นเทพก็อวสานความเมพได้เหมือนกัน

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Advertisements