Action

Geostorm (2017) จีโอสตอร์ม เมฆาถล่มโลก

23032715_1813971691966957_4225588412511927548_n

ถ้าว่ากันถึงองค์ประกอบแล้ว หนังเรื่องนี้มีครบสำหรับหนังภัยพิบัติครับ คือมีตัวละครฮีโร่กู้โลก มีภาพภัยพิบัติ ภาพระเบิด ภาพตึกถล่ม มีเงื่อนไขที่เป็นหายนะระดับโลก และที่ขาดไม่ได้คือมีเหตุให้เราลุ้นจนนาทีสุดท้าย

แต่ทีนี้ระดับความชอบของหนังก็คงต่างกันไปสำหรับแต่ละคน เพราะบางคนก็อาจจะโอเคกับสิ่งที่หนังนำเสนอ แต่บางคนก็อาจรู้สึกว่ามันยังไม่สุด ยังสนุกได้อีก ซึ่งก็ต้องแล้วแต่ความชอบจริงๆ ครับ

เรื่องราวว่าด้วยโลกในปี 2019 เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยจัดจนต้องมีคนคิดระบบคุมสภาพอากาศมาเพื่อกู้วิกฤติ ซึ่งก็คือพระเอกของเรานามว่า เจค ลอวสัน (Gerard Butler) ซึ่งระบบที่ว่าสามารถหยุดหายนะทางธรรมชาติได้ ตั้งแต่ตอนที่มันเริ่มก่อตัว

แต่แล้วกลับมีบางคนพยายามยึดเจ้าระบบที่ว่ามาใช้ในทางหายนะครับ เจคเลยต้องหาทางหยุดยั้ง โดยร่วมมือกับแม็กซ์ (Jim Sturgess) น้องชายของเขา ซึ่งหากพวกเขาไม่สามารถหยุดมันได้ โลกก็จะเจอกับหายนะขั้นรุนแรงทีเดียว

ดูๆ แล้วก็ชวนให้นึกถึง The Day After Tomorrow, 2012 แล้วมายำรวมกับ Olympus has Fallen โดยถ้ามองเป็นสเกลแล้ว หนังก็จะดูใหญ่กว่า Olympus และมีขนาดย่อมกว่า 2 หนังภัยพิบัติข้างต้นครับ

ยอมรับว่าก่อนดูก็หารสองทางอารมณ์ไปพอสมควร คือพอจะรู้น่ะครับว่ามันไม่ถึงขั้น The Day After Tomorrow หรือ 2012 หรอก ครั้นพอได้ดูก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะฉากภัยพิบัติดูจะเป็นส่วนประกอบมากกว่า ในขณะที่ประเด็นหลักๆ จริงๆ จะเป็นเรื่องการหาจุดผิดพลาดของระบบ อันนำไปสู่การหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด

ว่าง่ายๆ มันคือหนังทริลเลอร์หาตัวคนร้ายน่ะครับ แต่พอดีของที่คนร้ายใช้มันไม่ใช่แค่ปืน แต่มันใช้ดาวเทียมสั่งยิงสภาพอากาศลงมาแทน ของมันเลยดูใหญ่ขึ้น แต่ถ้าว่ากันถึงอารมณ์แล้ว ความลุ้นความระทึกต่างๆ อาจยังไม่จัดจ้านนักครับ

การเดินเรื่อง เอาจริงๆ มันค่อนข้างเรื่อยๆ ครับ แม้เรื่องราวจะใหญ่ระดับโลก แม้จะคอขาดบาดตายแค่ไหน แต่โทนและอารมณ์ของหนังมันยังใหญ่ไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็นน่ะครับ อารมณ์มันเลยกั๊กๆ อยู่เหมือนกัน

และฉากภัยพิบัติจริงๆ จะมาจัดเต็มก็ปาไปค่อนเรื่องแล้วครับ ระหว่างทางก็มีภัยพิบัติประปรายอยู่ไม่มาก จนบอกได้เลยว่าฉากภัยพิบัติที่เห็นในตัวอย่างนั้นน่ะคือฉากเด็ดๆ ส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้แล้วน่ะครับ ดังนั้นใครหวังอะไรใหญ่ๆ ให้เผื่อใจไว้ก่อนเลยครับ

นี่เป็นการกำกับหนังใหญ่ครั้งแรกของ Dean Devlin ครับ ซึึ่งว่ากันตรงๆ ก็คือฝีมืออาจยังไม่เข้าฝัก เลยทำให้การเล่าเรื่องไม่มีลูกเล่น ไม่มีการบิ้วอารมณ์ให้ตื่นเต้น จังหวะของหนังก็เรื่อยๆ แทนที่จะเร่งเร้า ผลที่ได้ออกมาก็เลยเป็นระดับกลางๆ ครับ

แต่พี่เขาก็เก่งเหมือนกันนะที่สามารถขอทุนสร้างได้ตั้ง $120 ล้าน (ในขณะที่ The Day After Tomorrow ลงไป $125 ล้านครับ) ซึ่งรายได้ตอนนี้ก็ยังติดตัวแดงครับ ในอเมริกาฝืดมาก ทำไป $24 ล้านเอง (หากรวมทั่วโลกก็ $137 ล้านครับ) ยิ่งสัปดาห์นี้ Thor มา คงไม่ต้องพูดถึงครับ รายได้น่าจะไปได้ไม่ไกลกว่านี้สักเท่าไร

ก็เป็นอีกหนึ่งหนังภัยพิบัติที่ไม่เด่นแบบเต็มที่ครับ ดาราแม้จะเล่นดี แต่การแจกบทหรือสร้างคาแรคเตอร์ก็ไม่มีอะไรมาก ฉากตื่นเต้นแม้จะมี แต่ด้วยมุมกล้อง ด้วยโทนเรื่องบางทีมันก็ไม่ตื่นเต้นเอาดื้อๆ จนผมนึกไปถึงเรื่อง The Core เลยครับ เพราะเรื่องนั้นว่าไม่ค่อยมีอะไรแล้ว แต่ความตื่นเต้นและความลุ้นยังมีมากกว่าเรื่องนี้พอสมควร

แต่ก็ลางเนื้อชอบลางยาครับ หากชอบหนังแนวนี้ ดูแบบไม่คิดมาก ก็อาจจะโอเคก็ได้ครับ

ไม่ถึงสองดาวครับ

Star12

(5.5/10)

 

Advertisements