รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Saw IV (2007) เกม ตัด-ต่อ-ตาย 4

saw422

โดยส่วนตัวผมว่าภาค 4 นี่เริ่มออกแนว “หน้าด้านนิดๆ” แล้วล่ะครับ ประมาณว่าจะสานต่อเรื่องทำตอนต่อเลยพยายามเขียนบทสร้างปมให้มันเป็นตอนต่อให้ได้ โดยที่ความเนียนอาจไม่มากเท่า 3 ภาคที่ผ่านมา

แม้จะด้านนิดๆ แต่หนังก็ยังออกมาโอเคครับ กับการสานเรื่องราวโดยยังคงยึดหลัก สยอง ซับซ้อน ยอกย้อน และสอนวิชาชีวิตด้วยเลือดอีกเช่นเคย ซึ่งคราวนี้สอง FBI อันได้แก่ ปีเตอร์ สแตรม (Scott Patterson) กับ ลินด์เซย์ เปเรซ (Athena Karkanis) ถูกส่งตัวมา เพื่อตามล่าผู้ช่วยผู้ลึกลับของจิ๊กซอว์ (Tobin Bell) ที่ยังอาจจะหลงเหลืออยู่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่หน่วยสวาทอย่างแดเนี่ยล ริกก์ (Lyriq Bent) ที่เราเห็นหน้ามาตั้งแต่ภาค 2 ก็กลายเป็นผู้ (จำต้อง) เล่นเกมเป็นคนล่าสุดของจิ๊กซอว์ แล้วบทเรียนชีวิตสไตล์โหดก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

ภาคนี้เราจะได้รู้จักกับอดีตของ จิ๊กซอว์ หรือชื่อจริงว่า จอห์น เครเมอร์ อดีตวิศวกรที่มีฐานะร่ำรวยคนหนึ่ง รวมถึงได้รู้จักกับจิลล์ ทัค (Betsy Russell) ภรรยาของเขาให้ลึกขึ้นกว่าตอนก่อนๆ อีกทั้งเหตุจูงใจสำคัญที่ทำให้จิ๊กซอว์ถือกำเนิดขึ้นมา ซึ่งดูแล้วก็พอเข้าใจล่ะครับว่าอะไรทำให้เขาอยากสอนมนุษย์ โดยเฉพาะพวกคนผิดที่ไม่ยอมกลับใจ ให้ได้รู้สึกนึกเสียบ้าง ในอีกด้านหนึ่งหนังก็เล่าเกมมรณะที่แดเนี่ยลต้องเล่น ซึ่งรู้สึกว่าภาคนี้พวกเกมและอะไรต่างๆ จะไม่ค่อยมีลูกเล่นนักครับ ออกแนวธรรมดากว่าตอนก่อนๆ

แต่แน่นอนครับว่าสาระสอนชีวิตก็ยังมี ซึ่งก็เป็นเรื่องคุ้นเคยครับ อย่างการหมกมุ่นครุ่นเครียดมากเกินไป การจมอยู่กับอดีต จนอาจทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ หรือการตัดสินใจทำอะไรด้วยอารมณ์ จนอาจเป็นหนทางนำอันตรายมาสู่ชีวิต

หนังก็สอนให้เราอยู่กับปัจจุบันน่ะครับ อดีตอาจมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นก็อย่าไปจมกับมัน อย่าปล่อยให้มันมากุมบังเหียนชีวิต ชี้นำให้จิตเราคิดแต่เรื่องแย่ๆ เพราะเราเลือกได้ครับ เลือกที่จะเดินหน้าต่อหรือเลือกที่จะกรอเทปซ้ำ เอาความเจ็บปวดมาทำร้ายตัวเองแบบซ้ำๆ น่ะครับ ซึ่งเราจะเลือกทำร้ายตัวเองไปเรื่อยๆ ทำไม จริงไหมครับ

อย่างในเรื่องนี้ แดเนี่ยลเองต้องมาตกอยู่ในบ่วงเกมก็เพราะความไม่ปล่อยวางของเขานี่แหละ ถ้าเขาหยุดที่จะคิดมากแต่เริ่มได้ เขาก็คงไม่ต้องนำพาตนเองเข้ามาเล่นเกมมรณะนี้ ยิ่งช่วงสุดท้ายนี่ก็ยิ่งชัดล่ะครับ การใจเร็วด่วนตัดสินใจด้วยอารมณ์ของเขามันอาจนำหายนะแบบไร้ทางแก้มาสู่เขาก็ได้

ใจเย็นในการใช้ชีวิตแล้วกันนะครับ หนังเรื่องนี้อาจอุดมเลือด แต่ก็มีแง่คิดให้เราเก็บไปทบทวนเช่นเคยนั่นแหละครับ

saw-4-movie-review-2007-tobin-bell-jigsaw

ด้านความแน่นของบทนั้น ผมว่ามันน้อยลงจากเดิมหน่อย ส่วนหนึ่งคงเพราะทีมเขียนบทเป็นทีมใหม่ยกชุด James Wan กับ Leigh Whannell ไม่ได้ตามมาเขียนบทให้อีกแล้ว แต่เป็น Patrick Melton, Marcus Dunstan และ Thomas H. Fenton ซึ่ง 2 รายแรกเป็นทีมมาจากหนังเรื่อง Feast น่ะครับ ซึ่งจริงๆ เนื้อเรื่องอะไรก็โอเคในระดับหนึ่ง เพียงแต่มันไม่เจ๋ง แน่น อุดมเท่า 3 ภาคแรก ยังมีจุดโล่งนิด จุดแหว่งหน่อยๆ แต่ก็ยังดีครับที่ Darren Lynn Bousman ยังคุมหนังได้อยู่ เดินเรื่องได้เข้าท่า และขยำเรื่องในบทสรุปได้ไม่เลว

ว่ากันว่าตอนแรก Bousman จะไม่กำกับภาคนี้ครับ แต่พอเขาอ่านบทแล้วก็เกิดอยากกำกับทันที เพราะบทมีความท้าทายและน่าสนใจสำหรับเขา อีกทั้งยัง “หักมุม” ในแบบที่เขาเองคาดไม่ถึงด้วย ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธล่ะครับว่าหนังหลอกล่อคนดูได้ดีทีเดียว พอๆ กับการหลอกในภาคที่แล้วนั่นแหละ แต่รายละเอียดในบทยังไม่ค่อยจะเข้มนัก ก็ยังดีครับที่ Bousman แกตามมากำกับหนังเลยยังพอเป็น Saw ในแบบคุ้นเคยอยู่บ้าง

จุดน่าสนใจในภาคนี้เหมือนจะตกไปอยู่กับการเล่าชีวิตของจอห์นมากกว่าครับ ที่บอกถึงแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจทำแบบนี้ ตรงส่วนการเล่นเกมเหมือนจะเป็นรอง แต่การที่หนังทยอยเล่าสองส่วนนี้แบบสลับกันก็ช่วยให้หนังไม่น่าเบื่อ น่าติดตามในระดับหนึ่ง (แต่ไม่ชวนให้ติดตามแบบหนักๆ เท่าภาคแรกๆ)

ด้านดารานั้นก็แสดงกันได้ดีล่ะครับ หลายคนก็โผล่หน้ามาในหนังชุดนี้จนแทบจะกินนอนในกองถ่ายแล้วล่ะมั้ง ตั้งแต่ Bell ที่เป็นจิ๊กซอว์ได้ตลอดศก ไม่ว่าจะมาในรูปศพหรือมีชีวิตก็เถอะ, Costas Mandylor ก็โผล่มาตั้งแต่ภาคก่อนแบบแว้บๆ มาภาคนี้ก็มีบทมากขึ้น พอๆ กับ Betsy Russell ส่วนดาราเจ้าอื่นก็ถือว่าโอเคครับ ไม่เด่นถึงขั้นน่าจดจำแต่ก็ช่วยทำให้หนังเดินเรื่องไปได้ลื่นพอตัวครับ

ฉากสยองน่ากลัวก็ถือว่าพอสมควรอยู่ โดยเฉพาะภาพตอนเอาพี่จิ๊กมาชันสูตรน่ะครับ โทนสีเทาๆ กับเลือดสีสดๆ มันตัดกันได้ใจเหลือเกิน แต่กระนั้นก็ไม่มีฉากไหนจะจัดหนักจนแทบกระอักเลือดเท่าตอนผ่าตัดในภาคที่แล้วหรอกครับ เรียกว่าถ้าผ่านภาคก่อนมาได้ ภาคนี้ก็น่าจะรับได้แล้วล่ะ

ก็เป็นหนังภาคต่อที่ดูเอาเพลินได้ครับ ยังโอเค ด้านความสยองก็เยอะอยู่ ส่วนด้านเนื้อหานั้นเบาลงหน่อย แต่กระนั้นแม้มันจะเบาลง ก็ยังถือว่าเหนือกว่าหนังภาคต่อประเภทไล่ฆ่าทั่วไปที่จับอะไรไม่ค่อยติดนัก แต่นี่ดูจบแล้วก็ยังพอมีอะไรให้พูดถึงและชวนให้ดูภาคต่อไปได้

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)

Advertisements