Action

พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (2000) Crouching Tiger, Hidden Dragon

1385878444

ตอนผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก ยอมรับว่าไม่รู้สึกประทับใจอะไรนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราโตมากับหนังจีนกำลังภายในสารพัดแบบ ตั้งแต่จีนชุดอย่างมังกรหยก, ชอลิ้วเฮียง, 8 เทพอสูรมังกรฟ้า ฯลฯ ที่เช่าวีดีโอมาดูทีก็ลาก 10 ม้วน (ขั้นต่ำ) กลับบ้านจนกล้ามขึ้น หรือหนังจีนเข้าโรงอย่าง เดชคัมภีร์เทวดา ของฉีเคอะ นี่ยังไงก็ยังรู้สึกโปรดปรานอยู่ในความทรงจำ (โดยเฉพาะภาค 2 ที่หลินชิงเสียสวมวิญญาณตงฟางปุ๊ป้ายได้เลิศล้ำ จนยากหาใครมาเทียม)

ครั้นพอมาดู Crouching Tiger, Hidden Dragon ที่เดินเรื่องไม่เร็ว แอ็กชันก็ดูไม่สปีดด่วนเร้าอารมณ์เท่าเฉินหลง, หลี่เหลียนเจี๋ย หรือเจิ้นจื่อตัน ทำให้การดูในตอนนั้นออกแนว “ผ่านมาแล้วผ่านไป” ไม่คิดดูซ้ำ

ตอนนั้นยังเด็กครับ… ครั้นพอโตขึ้นก็มีโอกาสได้สนทนากับนักวิจารณ์ที่ผมชื่นชมที่สุดอย่างคุณอาตีตั๋ว ก็พบว่าคุณอาเขาโอเคกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะประเด็น “ศิษย์-อาจารย์” นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมเริ่มจะมองหนังเรื่องนี้ใหม่ จนกระทั่งมาสบโอกาสดูแบบเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อไม่นานมานี้

สายตาที่ผมมีต่อหนัง เปลี่ยนไปพอสมควร

เปิดเรื่องมาหนังแนะนำให้เรารู้จักหลี่มู่ไป๋ (โจวเหวินฟะ) ยอดมือกระบี่สำนักบู๊ตึ้ง มีความคิดจะล้างมือจากยุทธจักร จึงได้ขอแรงให้ซูเหลียน (มิเชลล์ โหยว) สหายหญิงคนสนิทให้ช่วยนำเอากระบี่ฟ้าบันดาล อาวุธคู่กายของเขาไปมอบให้กับท่านชายที่หลี่มู่ไป๋เคารพ แล้วจากนั้นเขาก็จะล้างมือในอ่างทอง ตัดขาดจากโลกอันแสนวุ่นวาย

ซูเหลียนทำตามคำขอโดยเอากระบี่ไปมอบให้ถึงมือท่านชาย แต่แล้วในคืนนั้นเองกลับมาคนชุดดำบุกมาขโมยไป ซูเหลียนจึงสืบสวนจนพบเงื่อนงำ ว่าคนที่นำกระบี่ไปอาจเป็นคุณหนูตระกูลอวี้ นามว่า อวี้เจียวหลง (จางจื่ออี๋) ที่ดูภายนอกเป็นกุลสตรีบอบบาง แต่ซูเหลียนสัมผัสได้ว่าคุณหนูอวี้มีวรยุทธ์ที่ลึกล้ำจนน่ากลัวทีเดียว

แล้วความจริงก็ปรากฏว่าอวี้เจียวหลงได้รับการสอนสั่งวิชาจากมารยุทธภพฉายาจิ้งจอกเงิน (เจิ้งเพ่ยเพ่ย) ตั้งแต่อายุ 10 ขวบจนฝีมือเชิงยุทธแตกฉานหาใครจับได้ เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้หลี่มู่ไป๋จึงต้องหวนคืนยุทธภพอีกครั้ง เพราะนางจิ้งจอกเงินผู้นี้คือศัตรูที่สังหารอาจารย์ของเขา

ในที่สุดแต่ละชีวิตจะมีบทลงเอยเช่นไร รับชมต่อได้ในหนังครับ

1385921005

การดูเรื่องนี้อีกครั้งเมื่ออายุเยอะขึ้น (พยายามหลีกเลี่ยงคำว่า “แก่” สุดชีวิต) หลายอย่างยังคงเดิม หลายอย่างก็เพิ่มเติม หลายอย่างก็เปลี่ยนไป

หลายอย่างที่ยังคงเดิมก็คึอ ถ้าพูดถึงเรื่องความมันส์ ตื่นเต้น และเร้าใจนั้น ยังคงรู้สึกว่าหนังมีอะไรเหล่านี้ไม่มากเท่าหนังในดวงใจสมัยก่อน อย่างเดชคัมภีร์เทวดา 2 หรือ เดชคัมภีร์แดนพยัคฆ์ (ฉบับเก่านะครับ) แต่ยอมรับว่าฉากการต่อสู้ทำได้พริ้วไหว สวยงาม ความไวในการออกหมัดซัดกระบี่ก็ถือว่าพอเหมาะกับภาพที่ปรากฏ

ฉากสวยๆ ในหนังถือว่าเป็นจุดเด่นที่โชว์ความเป็น “แผ่นดินจีน” ได้แบบชัดเจน ดั่งเอาภาพวาดมาติดลงบนแผ่นฟิล์ม อย่างตอนสู้กันในเมือง ฉากกลางทะเลทรายที่ดูไม่แห่งแล้งจนเกินไป หรือฉากฟาดฟันกลางป่าไผ่ เหล่านี้ถือว่าทำออกมาได้น่าพอใจ แม้ไม่รวดเร็วว่องไวแต่ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

ครับ สำหรับผมหนังไม่มันส์ยังไงก็ไม่มันส์อย่างนั้น ถ้าเทียบความมันส์ในหนังยุคหลังด้วยกัน ผมว่า Hero ของหลี่เหลี่ยนเจี๋ยจะตอบสนองจุดนี้ได้มากกว่า

มันส์ไหม? ก็ขอตอบว่าไม่มันส์… แต่ถ้าถามว่าหนังมีดีไหม? ก็ตอบได้เต็มปากว่า “มีแน่นอน”

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้สำหรับฝรั่งอาจเป็นลีลาบู๊พิสดารไต่บ้านไต่ต้นไม้แบบที่พวกเขาไม่เคยเห็น (แต่บ้านเรานี่เห็นมาไม่รู้กี่ทศวรรษ) แต่สำหรับคอหนังจีนที่อ่านนิยายจีนกำลังภายในมา ย่อมเล็งเห็นว่า “เนื้อหาสาระ ปรัชญาคมคิด และภาพสะท้อนชีวิตมนุษย์ในหนัง” นั่นต่างหากคือของเด่นที่แท้จริง

ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าหนังหรือนิยายจีนกำลังภายในที่ดีต้องสนุก เร้าใจ ได้รสตะลุยบู๊ลิ้ม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่าสิ่งที่ทำให้คำว่า “เรื่องแนวกำลังภายใน” ยืนยงและตราตรึงในหมู่นักอ่านมาจนปัจจุบัน คือแง่คิดดีๆ ที่สอนให้มนุษย์รู้จักมอง ไตร่ตรอง และใคร่ครวญชีวิตของตน อีกทั้งรู้จักหันมาเข้าใจโลกใบที่เราอาศัยอยู่ด้วย

ด้วยมุมคิดที่บอกไปนี้แหละครับ ที่ทำให้สายตาของผมมองหนังเรื่องนี้เปลี่ยนไป มองเห็นคมคิดสไตล์นิยายกำลังภายในเข้ามาแทงมาบาดตา แล้วทะลวงลึกไปตรึกตรองที่ข้างในใจ

crouching_tiger_hidden-dragon-2000

หลี่มู่ไป๋คือจอมยุทธ์ผู้องอาจ เขาท่องยุทธจักรมานาน ต่อสู้ ประมือ และสังหารผู้คนมามาก ดังที่ทุกครั้งเขามองกระบี่ฟ้าบันดาล เขาก็อดทอดถอนใจมิได้ เพราะกระบี่นี้แม้จะดูสะอาด งดงาม และคนทั่วไปต่างยกย่อง แต่มันก็ดื่มเลือดคนมาแล้วนับไม่ถ้วน

อันว่ากระบี่ อยู่ดีๆ มันไม่ดื่มเลือดใครด้วยตัวเอง แต่ที่มันดื่ม ก็เพราะมีคนบังคับให้มันดื่ม… และหลี่มู่ไป๋รู้ดี ว่ากระบี่เล่มนี้ ใครคือผู้บังคับ!

จากความจริงง่ายๆ นี้ ทำให้หลี่มู่ไป๋คิดปล่อยวาง อยากล้างมือ อยากเลิกสั่งกระบี่ให้ดื่มเลือด แต่ท่ามกลางการตัดสินใจเหล่านี้ ก็มีคำถามเล็กๆ อันหนักอึ้งหลายประการผุดขึ้นมาในห้วงความคิด

หนึ่งในคำถามนั้นก็คือ “ความหมายอันแท้จริงของคำว่าจอมยุทธผู้กล้าคืออะไร?” ความหมายของมันอยู่ที่เขาจับกระบี่ฟาดฟันสัประยุทธ์กับผู้คนแบบที่เขาทำมานานหรือไม่? และถ้าใช่ เหตุใดในยามนี้เขาถึงรู้สึกประหนึ่งว่าวิถีจอมยุทธ์ที่กำลังจะจบลงของเขานั้น ยังไม่ทำให้เขารู้สึกถึงจุดหมาย ถ้าว่าเป็นภาษาคนง่ายๆ ก็คือเหตุไฉนเขาถึงยังไม่รู้สึกอิ่มเอมกับมัน

หรือว่าการสัประยุทธ์เป็นเพียงความหมายอันผิวเผิน ยังมิใช่ที่สุดแห่งความหมายของวิถีจอมยุทธ์

แล้วเมื่อเกิดเหตุขโมยกระบี่ หลี่มู่ไป๋จึงต้องกลับมายุทธภพอีกครั้ง ในตอนแรกเขากลับมาเพื่อทวงแค้นตามประสาจอมยุทธ์ทั่วไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาค่อยๆ ค้นพบสิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากกว่าการแก้แค้น

คำถามที่เคยมีก็สลายไป เพราะเขาเห็นแล้วว่าหน้าที่ของผู้เยี่ยมวรยุทธ์เช่นเขา อาจมิใช่ปราบมารเหล่าอธรรมให้หมด แต่ก็เป็นการสร้างจอมยุทธที่ดี สร้างพญามังกร พญาอินทรี หรือจอมราชสีห์ให้เป็นร่มเงาช่วยคุ้มกันยุทธจักรมิให้ระส่ำระสาย

บุคคลที่ทำให้หลี่มูไป๋คิดถึงเหตุผลเหล่านี้ ก็คือคุณหนูอวี้เจียวหลง

มู่ไป๋เห็นแล้วว่าเจียวหลงมีวรยุทธที่ล้ำเลิศ แต่แม้นางจะสำเร็จยอดวิชาทว่าไร้คนขัดเกลา ไร้ผู้นำทาง อันทำให้นางหลงทาง ก้าวเดินในทางที่ผิด สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น และที่สำคัญคือนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเอง

จุดนี้มู่ไป๋ตระหนักถึงความหมายที่แท้ของจอมยุทธ ว่าจอมยุทธที่ดีคือผู้บรรลุแตกฉานในวรยุทธ และสามารถเลือกที่จะใช้วรยุทธนั้น ในทาง “ให้ชีวิต” มากกว่า “คร่าชีวิต”

Zhang Ziyi and Chang Chen in a scene from CROUCHING TIGER, HIDDEN DRAGON, 2000.

อันที่จริงการฆ่าคนนั้นทำได้ไม่ยาก แค่มีอีโต้ปังตอหรือกระทั่งท่อเหล็กขนาดเหมาะมือ ก็สามารถดับลมหายใจคนได้ ไม่ต้องมีวิชาใดๆ ขอเพียงเราโกรธให้ได้ที่ หรือลืมความผิดชอบชั่วดีไปชั่วครู่

ในขณะที่วรยุทธคือสิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้น มันคือเคล็ดวิชาในการรับมือคู่ต่อสู้ คือเทคนิคในการสกัดความมุ่งร้ายของฝ่ายตรงข้าม

วรยุทธจึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อยุติหรือชะลอการเข่นฆ่า ให้การสังหารกันและกันเป็นเรื่องยากขึ้นไปกว่าเดิม

เหล่านี้เป็นคำตอบให้หลี่มู่ไป๋ได้อย่างดี เพราะการใช้วรยุทธฆ่ากันเดี๋ยวมันก็สิ้นสุด แต่สิ้นสุดแล้วก็เหมือนไม่สิ้นสุด เพราะจะมีคนใหม่มาให้ฆ่าหรือไม่ก็มีญาติคนที่ถูกเราฆ่าตามมาฆ่าเรา ไม่สิ้นสุด… ไม่พบสุข

ในทางกลับกัน หากเราใช้วรยุทธช่วยสร้างคน สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่มีวันสิ้นสุดเหมือนกัน แต่จะเป็นการไม่สิ้นสุดที่ไม่มีใครต้องตาย เพิ่มแต่เพิ่มมิตร มีแต่เพิ่มศิษย์ มีแต่เพิ่มโอกาสการมีชีวิต

ผู้ที่จะเป็นสุดยอดจอมยุทธ์ในใต้หล้า จึงหาใช่ผู้ที่คร่าชีวิตได้หมดตามประสงค์ หากแต่เป็นผู้ที่สามารถทะนุถนอม รักษาชีวิตคนให้เหลืออยู่ในยุทธจักรให้ได้มากที่สุดต่างหาก!

หลี่มู่ไป๋จึงต้องการที่จะขัดเกลาเจียวหลง ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อยุทธภพ เพราะถ้าเขาไม่แนะทางให้นางเป็นมังกร ยุทธภพก็จะได้อสรพิษที่ร้ายกาจในทันที

ชีวิตของหลี่มู่ไป๋ คือคนที่ผ่านโลกมานาน เห็นอะไรมามาก จนรู้ว่าอะไรควรไม่ควร รู้ว่าถ้าคนเลือกเส้นทางนี้จะพาไปจบที่เส้นทางไหน ในขณะที่เจียวหลงคือจอมยุทธรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์และทักษะยุทธ แต่ด้วยความที่นางไร้คนนำทาง นางจึงโดนอำนาจกลืนกินแทนที่จะคุมอำนาจวรยุทธที่มี ยิ่งรู้ว่าตนสามารถเก่งได้มากกว่าอาจารย์ ก็ยิ่งยั่วเย้าให้นางหลงระเริงที่จะเหนือคนทั้งยุทธจักร

มีคนสอนให้นางใช้วรยุทธได้ แต่ไร้คนสอนวิธีใช้ ไร้คนชี้ทางว่า “แก่นแห่งวรยุทธคืออะไร และวรยุทธมีไว้ทำอะไร” และในเมื่อหากดูโดยผิวเผินแล้ว วรยุทธคือการใช้กำลังต่อสู้ แล้วนางจะทำอะไรได้ นอกจากสู้ไปเรื่อยๆ หาคู่มือต่อกรไปเรื่อยๆ

ชีวิตช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเจียวหลงนี่ชวนให้นึกถึงชีวิตจริงไม่ใช่น้อย เพราะเด็กและเยาวชนมากมายโตขึ้น เข้ามหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนวิชาชีพ โดยที่ยังค้นหาตนเองไม่พบ ครั้นพอเรียนจบแม้ได้เรียนรู้วิชาหลากหลาย แต่วิชาการใช้ชีวิตหลังจากเรียนจบนั้น น้อยคนที่จะได้รับการแนะแนวทาง นั่นจึงทำให้หลายคนสับสน บ้างก็ทำงานอย่างไร้สุข บ้างก็เปลี่ยนงานไปเรื่อย บ้างจบมาก็ไม่ได้ทำงานตรงกับสายของตนเอง

เมื่อถึงจุดนี้คำว่าอาจารย์ (ที่แท้จริง) ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากนะครับ

แต่ก็น่าเสียดายนัก ที่ในท้ายสุด หลายตัวละครในเรื่องต้องลงเอยชีวิตด้วยโศกนาฏกรรม

chow-yun-fat-trees

หากเรื่องของเจียวหลงคือตัวอย่างของจอมยุทธรุ่นใหม่ที่อยากตะลุยยุทธภพด้วยใจระเริง เรื่องของเสียวหู่ (จางเจิ้น) จอมโจรทะเลทรายฉายาเมฆครึ่งฟ้า คือตัวอย่างของคนที่ผาดโผนยุทธภพมานาน จนเริ่มถามหาอะไรสักอย่างที่มั่นคงแน่นอน

เสี่ยวหู่เล่าให้เจียวหลงฟังว่าเขามองดาวตั้งแต่เล็ก พยายามไล่คว้าตามหาดาวมาโดยตลอด

เสียวหู่ก็เหมือนคนอีกมากมายที่เฝ้ามองที่หมายอันสุกสว่าง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งคนเหล่านั้นจะตระหนักว่าดาวที่อยู่ไกลออกไปสุดเอื่อมหาใช่อะไรที่ควรไขว่คว้า หากแต่เป็นปัจจุบันขณะอันมีค่าต่างหาก

การจับจ้องปัจจุบัน พิจารณามันให้ดีในทุกขณะมีคุณค่าประการหนึ่ง นั่นคืออาจทำให้เราพบอะไรก็ตามที่เติมเราได้เต็ม โดยไม่ต้องไปรอดาวบนฟ้าคล้อยมาหาอีกต่อไป

ความรู้สึกหลายอย่างของเสียวหู่เปลี่ยนไปเมื่อเจอกับเจียวหลง ในตอนแรกพวกเขาก็เหมือนพระนางละครเกาหลีที่ตีกันเกือบตาย แต่สุดท้ายเข้าใจกันและเติมเต็มกันและกัน

สำหรับเสียวหู่แล้ว นางอาจเป็นดาวที่เขาเฝ้ารอ หรือไม่ก็อาจเป็นปัจจุบันที่ทำให้เขารู้สึกเพียงพอ ไม่ขออะไรมากกว่านี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร เจียวหลงก็ทำให้เสียวหู่ตัดสินใจออกจากเส้นทางโจร หยุดผาดโผนยุทธภพ แล้วค่อยเดินหน้าก่อร่างสร้างความมั่นคงอันแท้จริงให้กับตนเอง เขาถึงขนาดคิดจะสร้างตัวเพื่อทำให้พ่อแม่ของเจียวหลงยอมรับ เพื่อสู่ขอตามประเพณี

แต่น่าเสียดายที่สายตาของเสียวหู่กับเจียวหลงมองอะไรไม่เท่ากัน เพราะเมื่อเสียวหู่ไปหาเจียวหลง นางกลับสนุกกับการเป็นคนผาดโผนยุทธภพไป

อันที่จริงเรื่องคงลงเอยด้วยดี หากเจียวหลงเลือกทางเดินที่ถูกแต่เริ่ม หรืออย่างน้อยถ้าเจียวหลงได้รับการชี้ทางจากหลี่มู่ไป๋ได้ทันท่วงที

บางครั้งบางเรื่องในโลก หากช้าเกินไปก็สายเกินการณ์ ยากจะพลิกกลับ ยากจะหวนคืน… แต่นั่นแลคือชีวิตแท้จริง

jade fox

ซูเหลียนอาจดูมีบทบาทไม่มาก แต่นางก็ถือเป็นตัวแปรสำคัญของเรื่องครับ ฉากที่ผมชอบสุดคือฉากที่นางใช้ถ้วยชาเล็กๆ ในการเปิดเผยตัวตนของตัวละครตัวหนึ่งได้… นี่สิเก๋าจริง

ขณะเดียวกันเรื่องของซูเหลียนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า บางครั้งหากทำอะไรช้าเกินไป มันก็จะสายเกินและเราก็จะสูญเสียสิ่งมีค่าไปตลอดกาล… หนังเรื่องนี้เหมือนจะสื่อความหมายให้เราตระหนักถึงความสำคัญยิ่งของคำว่า “จังหวะเวลาและโอกาส” ที่หากผ่านไปก็ยากจะย้อนคืนได้

ผมพอจะเข้าใจครับที่ Ang Lee ทำหน้งออกมาสไตล์นี้ ส่วนสำคัญก็เพื่อปรับรสและลีลาให้ฝรั่งรับได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย เพราะผมเชื่อว่าการทำหนังจีนออกมาในสไตล์ที่บ้านเราคุ้นเคยนั้น ฝรั่งอาจไม่สนใจ เพราะลิ้นเรากับลิ้นฝรั่งไม่เหมือนกัน

หนังสามารถคว้ารางวัลออสการ์มา 4 ตัวได้แก่กำกับภาพยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม พร้อมทำเงินไป $128 ล้านเฉพาะในอเมริกา ทำให้ได้ตำแหน่งหนังภาษาต่างประเทศที่ทำเงินในอเมริกาสูงที่สุดตราบจนปัจจุบัน (2013) ส่วนรายได้รวมทั่วโลกอยู่ที่ $213 ล้าน จากทุนสร้างเบ็ดเสร็จ $17 ล้านเท่านั้น

แน่นอนครับว่าหนังทำให้กระแสกังฟู, ฟันดาบ และอะไรจีนๆ ฮิตกันไปพักหนึ่ง กลายเป็นนามบัตรใบสำคัญที่กรุยทางให้ชาวจีนไปผงาดที่อเมริกามากขึ้น แม้ผลที่สุดทุกอย่างจะเป็นไปตามวัฏจักร นั่นคือมีขึ้นก็มีลง มีเกิดย่อมมีดับก็ตาม

สำหรับผมรู้สึกชอบหนังมากขึ้นดังที่บอกไป แต่ถ้าถามใจก็ยังรู้สึกว่าหนังน่าจะมันส์ได้อีก เดินเรื่องได้ไวอีกสักนิดคงจะดี และลึกๆ แล้วผมชอบ Hero ของจางอี้โหมวมากกว่าพอสมควรครับ เพราะอันนั้นมีครบทั้งความมันส์ สีสัน และคมความคิด

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

โฆษณา