Action

City of Ember (2008) กู้วิกฤตมหานครใต้พิภพ

5801a61e19ee09c8a092312c08592577

สารภาพเลยครับว่าผมไม่เคยอ่านฉบับนิยายมาก่อน ดังนั้นหากจะมองแตกต่างจากแฟนนิยายก็อย่าว่ากันเน้อ

สรุปสำนวนเบื้องต้นสั้นๆ ว่าชอบครับ รู้สึกว่าเป็นหนังเด็กที่อร่อยใช้ได้ แม้จะมีขาดบ้างเกินบ้างก็พอหยวนๆ

เรื่องราวเล่าถึงเมืองเอมเบอร์ที่ถูกสร้างอยู่ใต้ดินโดยคนกลุ่มหนึ่งที่มีเจตนาจะรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้ แล้วก็ได้สร้างลายแทงใส่ไว้ในกล่องบอกถึงทางออกจากเมืองให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ แล้วเวลาก็ผ่านมา 200 ปี ปรากฏว่าเจ้ากล่องลายแทงนั่นดันถูกลืม จนกระทั่งมีเด็กสาวนามว่า ลิน่า เมย์ฟลี๊ท (Saoirse Ronan) ไปเจอเข้า เธอกับดูน (Harry Treadaway) เพื่อนสนิทช่วยกันไขความลับ เพราะพลังไฟในเมืองเอมเบอร์เริ่มใกล้ถึงกาลอวสานเต็มที

หากพวกเขาไม่สามารถหาทางออกได้ คนทั้งเมืองก็จะต้องตกอยู่ในโลกมืดมืดไปตลอดกาล

ถ้าว่ากันถึงเนื้อในหนังก็มาในสไตล์คุ้นเคยแบบที่เราเคยเจอมาแล้วจากหนังที่สร้างจากนิยายเด็กแบบ Harry Potter, The Spiderwick Chronicles หรือ The Chronicles of Narnia น่ะครับ ว่าด้วยเด็กสองสามหรือสี่คน ที่ต้องมาผจญภัยกู้โลกหรืออาณาจักรใดสักแห่ง เผชิญกับภัยร้าย และผู้ใหญ่มักไม่เชื่อ เด็กเลยต้องโชว์ฟอร์มช่วยโลกกันเอาเอง มีลุ้นให้ลืมหายใจกันบ้าง และตอนท้ายก็ลงเอยด้วยรอยยิ้มตามสูตร ซึ่ง CoE ก็เข้าอีหรอบครับ แต่ก็ทำได้มาตรฐานไม่เลว ตอนดูนี่เพลินนะครับ ไม่รู้สึกว่าหนังยาวสักเท่าไร เพราะปมในเรื่องมันต่อกันไปแบบเรื่อยๆ จบปมนี้ต่อปมนั้น ดึงความสนใจคนดูไปได้ตลอด

เด็กๆ น่าจะสนุกด้วยไม่ยากครับ ส่วนผู้ใหญ่ก็ต้องอย่าคิดมาก เพราะบางช่วงบางอย่างมันอาจลงตัวเกินไป พอดีไปหน่อยหรือไม่ก็ดูจะโล่งๆ ทางเหตุผลไปนิด แต่ทำใจซะว่ามันคือแฟนตาซี อย่าไปจริงจังจะช่วยได้เยอะครับ สาเหตุหนึ่งที่ผมดูหนังสนุกก็เพราะทำใจเป็นเด็กนี่แหละ

งานด้านเทคนิค Effect ออกแบบเมืองทำได้ถึงฟอร์มคุ้มทุน $38 ล้าน (ได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้วล่ะ) ดาราเด็กก็เล่นได้ไม่เลวครับ ส่วนดาราสูงอายุ (ไม่อยากใช้คำนี้ แต่อายุเยอะจริงๆ) อย่าง Bill Murray ในบทนายกเทศมนตรี, Tim Robbins ในบทพ่อของดูน และ Martin Landau ในบทซัล หัวหน้างานซ่อมท่อ เขาเหล่านี้ก็ฝีมือไว้ลายล่ะครับ มาทีไรเด่นทุกที โดยเฉพาะ Landau นี่ฉากช่วงท้ายๆ ได้ใจจริงๆ

บอกตามตรงว่าพอดูหนังจบนี่อยากหาหนังสือมาอ่านต่อเลยล่ะครับ เพราะรู้สึกว่าหนังสนุกและหนังสือน่าจะมีอะไรมากกว่านี้อีกแน่นอน แต่ถ้าว่ากันถึงหนัง ผมว่าได้รสชาติดีทีเดียว ไม่กลมกล่อมเต็มร้อยแต่ก็ถูกปากคอหนังผจญภัยแฟนตาซีสำหรับเด็กแบบนี้ เหมือนเข้าไปผจญภัยแก้เครียดสักพัก ช่วยให้สบายใจได้หลายขีดครับ

75429fbcd6729df8dc189ea50ecf0ae2

ผมยังชอบประเด็นที่หนังกัดพวกนักการเมืองที่ดีแต่ปาก ชอบพูดแบบดูดีสวยหรูเข้าไว้ แต่ลับหลังดันทำอะไรที่เห็นแก่ตัวเหลือขนาด (บทแบบนี้ Murray แกเหมาะเสมอครับ) ดูแล้วก็เหมือนจะสอนเด็ก (และสอนผู้ใหญ่ด้วย) ว่า จะทำอะไรนั้นบางครั้งก็ต้องพึ่งตนเอง จะไปรอคอยความหวังจากพวกผู้มีอำนาจมากๆ น่ะมันไม่ไหวหรอก ถ้าคิดในแง่ดีก็เพราะ ผู้มีอำนาจเหล่านั้นมีภารกิจต้องทำเยอะ การจะมาจัดการธุระให้เรานั้นอาจไม่ทันใจ สู้เราทำเองไม่ได้ อีกอย่างการทำเองยังเป็นการลดภาระให้ผู้มีอำนาจด้วย เขาจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่า แต่หากคิดแง่ร้ายหน่อยก็ต้องบอกว่า อย่าไปหวังพึ่งเลยครับ พวกนี้สนใจเราที่ไหนกันล่ะ (อิอิ) ซึ่งจะมองด้านไหน การพึ่งพาตนเองก็เป็นสิ่งดีที่ควรกระทำ ไม่เสียหลายหรอก

เฮ่อ หนังสนุก แต่ดูจบแล้วถอนหายใจหลายเฮือกมาก เพราะหนังดันเจ๊งครับ ที่อเมริกาทำไปแค่ $3 ล้านกว่าๆ เองมั้ง ทั้งๆ ที่ฉบับนิยายเนี่ยมีตอนต่อออกมา 4 เล่มครับ นี่เพิ่งเล่มแรกเท่านั้นเอง เฮ่อ แล้วหนังก็ยังจบแบบเปิดประตูรอภาคต่อแบบเต็มๆ แบบนี้ถ้าไม่มีนี่เสียดายเลยนะครับ (ซึ่งถ้าดูจากรายได้ โอกาสก็น้อยเหลือเกิน) ก็ได้แต่เซ็งล่วงหน้าล่ะครับ จริงๆ เรื่องราวต่อจากนี้น่าสนุกนะครับ (เพราะอะไรลองไปดูตอนจบของภาคนี้กัน)

สรุปว่า CoE เป็นหนังดัดแปลงจากนิยายเด็กที่สนุกไม่เลวครับ ดูเพลินๆ มีลุ้นมีตื่นเต้น เหมาะสำหรับคอหนังผจญภัยแบบเด็กๆ อย่างยิ่ง เชื่อว่าไม่ผิดหวังครับ แต่หนังก็ไม่ได้สุดยอดเยี่ยมไร้เทียมทานเท่าพวก Harry หรอกนะครับ แต่ก็ดีกว่า The Seeker: The Dark is rising หรือ Eragon และผมออกจะชอบมากกว่า The Golden Compass ด้วย

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements