
เจสัน วอร์ฮีส์ของเรายังไม่ตายครับ พอรอดมาจากภาคที่แล้ว ก็กลับไปตระเวนไล่ฆ่าคนแถวแคมป์คริสตัล เลคอีกรอบ คราวนี้กลุ่มเด็กวัยรุ่นที่บังเอิญมาเที่ยวก็ซวยไปฮะ เพราะแทนที่จะมาวิ่งรอบกองไฟ ดันต้องไปวิ่งหลบคมมีดพี่เจสันเขาแทน ซวยจริงๆ เลยนะนั่น
ภาคนี้สมัยฉายโรงทำเป็น 3 มิตินะครับ ดังนั้นมุมกล้องจึงแปลกกว่าภาคที่ผ่านๆ มา เพราะอะไรต่อมิอะไรมันดูจะทิ่มกล้องไปหมด ก็แปลกตานิดหน่อยครับ แต่ก็ไม่เป็นปัญหา แค่ทำให้อารมณ์หนังมันแปลกๆ ไปเท่านั้นเอง
ส่วนความน่ากลัวก็ยังพอมีครับ ความโหดเพิ่มขึ้น แต่ภาคนี้พี่เจสันแกเริ่มฆ่ามั่วแล้วครับ เพราะปกติแกจะฆ่าเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งก็ยังพอมีเหตุผลบ้าง เพราะแม่เขาโดนวัยรุ่นฆ่าตายและพวกวัยรุ่นนี่แหละที่ปล่อยให้เขาจมน้ำไป แต่ภาคนี้แกฆ่าดะไม่สนหัวหงอกหัวดำ พูดง่ายๆ คือเริ่มบ้าแล้วล่ะ 555 
อีกอย่างภาคนี้พี่เจสันแกได้หน้ากากฮ็อคกี้มาสวมเป็นครั้งแรก (ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านึกยังไงถึงได้ใส่ แค่จู่ๆ ก็เดินเข้าไป หยิบหน้ากากมาใส่เฉยเลย)
หนังก็ยังน่าติดตามในระดับหนึ่ง แม้จะยังสู้ 2 ภาคแรกไม่ได้ แต่จุดที่ผมมองว่าเข้าท่ามากคือ ภาคนี้หนังบอกเล่าปมชีวิตของเหล่าวัยรุ่นที่มาเที่ยวได้น่าสนใจกว่าตอนก่อนๆ โดยเฉพาะเรื่องของ เชลลี่ย์ (Larry Zerner) หนุ่มอ้วนที่รู้ว่าตัวเองไม่หล่อ ซ้ำยังลงพุงอีกต่างหาก แล้วก็ยังชอบแกล้งอำชาวบ้านไปเรื่อย จนเพื่อนๆ ไม่ชอบขี้หน้า แม้แต่เวร่า (Catherine Parks) คู่เดทที่เพื่อนของเขานัดบอดมาให้ก็ยังรำคาญ

แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเพราะเขาไม่ค่อยมีใครคบน่ะครับ ว่างๆ ก็ชอบอำคน เขาจึงไม่รู้ว่ามนุษยสัมพันธ์แท้ๆ ที่ถูกที่ควรน่ะมันเป็นยังไง เขารู้แต่การเข้าหาคนโดยการแกล้งเท่านั้น จุดนี้เขาก็รู้ตัวเองครับ แล้วก็เซ็งตัวเองเหมือนกันน่ะแหละ แล้วหนังยังฉลาดที่สื่อให้เห็นว่า คู่เดทที่รำคาญเขาในตอนแรก ก็เริ่มจะเข้าใจแชลลี่ย์ (ในแบบที่ผมเข้าใจนี้) แต่พอสองคนนี้เริ่มเห็นใจซึ่งกันและกัน ก็กลับเกิดเหตุสลดตามมาอีก อันนี้ก็สร้างความสะเทือนใจได้เยอะเหมือนกันนะครับ เพราะเรารู้สึกว่าตัวละครมีเลือดเนื้อ มีชีวิตและจิตใจไปแล้ว เราเลยเห็นใจ (ในฐานะนักศึกษาจิตวิทยา ขอบอกว่า หนังแนวไล่ฆ่าที่มีแง่มุมของจิตใจคนให้วิเคราะห์แบบนี้ หายากพอสมควรนะครับ)
นั่นคือจุดดีของหนังครับ ในเรื่องอารมณ์และมิติของตัวละคร แต่ถ้าถามในแง่ภาษาหนัง ความตื่นเต้นต่างๆ ก็จัดว่ากลางๆ เท่านั้น ไม่โดดเด่นเท่า 2 ภาคแรก เพราะมันยังไม่ลื่นพอครับ ช่วงกลางๆ ออกจะดูยืดๆ ด้วยกับการที่จู่ๆ ก็มีอันธพาลมาหาเรื่อง แล้วก็มีฉากอันธพาลโดนเก็บอีก อันนี้แหละครับที่หนังมันนอกลู่ไปเยอะ ที่พี่เจสันดันมาฆ่าดะแบบเนี้ย
ถึงกระนั้นหนังภาคนี้ก็ทำเงินนะครับ โกยไป $36.6 ล้าน (จากทุนประมาณ $2.3 ล้าน) ซึ่งการที่หนังทำเงินก็คงเพราะหนังเข้ากับกระแสหนัง 3 มิติที่กำลังฮิตในยุคนั้นพอดี
เอาเป็นว่าภาคนี้หนังสยองแบบพอได้ครับ Steve Miner ผู้กำกับจากภาคก่อนมารับหน้าที่เดิม บรรยากาศโรงนาเก่าๆ หรือป่ามืดๆ ก็ไม่เลวอยู่นะ ฉากการฆ่าก็โหดอยู่ พี่เจสันพอใส่หน้ากากฮ็อคกี้ราศีก็เริ่มจับทันทีครับ เพิ่มความน่ากลัวให้กับตัวพี่แกเองได้อย่างดี และหนังก็มีประเด็นชีวิตอย่างที่ผมว่านั่นแหละ ที่ช่วยให้หนังมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้นบ้าง แต่ด้านความสยองก็ไม่มากเท่าสองตอนแรก
สองดาวกว่าๆ ครับ

(6/10)
หมวดหมู่:Horror, Movie Reviews, Slasher Movies










