
1.)
ยามคนเราประสบกับความสูญเสีย, ผิดหวัง หรือได้รับข่าวร้ายที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจอย่างรุนแรง (เช่น รู้ตัวว่าเป็นโรคร้าย หรือคนใกล้ตัวต้องมาจากไป) คนเรามักจะมีปฏิกริยาตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอยู่ 5 ขั้น ได้แก่
1. Denial ปฏิเสธสิ่งที่ได้รับรู้
2. Anger โกรธ เจ็บปวด
3. Bargaining พยายามต่อรองเพื่อหาทางยื้อชีวิตตน และหมุนวนอยู่กับคำว่า What If…
4. Depression ซึมเศร้า ไร้เรี่ยวแรง ขาดความกระตือริอร้น
5. Acceptance ยอมรับความจริงในที่สุด
แต่ละขั้นที่เกิดกับแต่ละคนนั้นจะไม่มีช่วงเวลาที่แน่นอน บางคนอาจโกรธนาน แต่บางคนอาจเกรี้ยวกราดอยู่แค่ชั่วครู่ หรือบางคนอาจนั่งรำลึก What If อยู่เป็นนาน ในขณะที่บางคนก็สามารถก้าวต่อไปได้เร็วกว่านั้น
แต่ละขั้นที่เกิด คือปฏิกิริยาที่เรามีต่อสิ่งที่รับรู้จากภายนอก ขณะเดียวกันมันยังถือเป็นกระบวนการเยียวยา คล้ายๆ กับเป็นกลไกในการ “กอบรวมจิตใจ” ที่อาจจะแหลกสลายจากการได้รับรู้ความสูญเสียนั้น
นั่นคือ 5 Stages of Grief หรือ Kubler-Ross Model จากหนังสือ On Death and Dying ของ Elisabeth Kübler-Ross
+++++++++++++++++++++++++++++++
2.)
ชายคนหนึ่งจู่ๆ ก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย และอาจจะอยู่ได้อีกเพียงไม่นาน ท่ามกลางความสับสนเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปนั้น จู่ๆ ก็มีปีศาจโผล่มายื่นข้อเสนอว่า เขาจะมีเวลาเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน โดยต้องแลกกับการที่ของบางสิ่งหายไปตลอดกาล ซึ่งปีศาจจะเป็นผู้เลือกสิ่งของนั้นๆ และเสนอให้ตัวเอกตัดสินใจว่าจะแลกหรือไม่
เช่น ถ้าปีศาจเสนอว่าจะทำให้โทรศัพท์หายไป เขาก็ต้องเลือกว่าจะรับข้อเสนอหรือไม่ หากรับก็จะได้เวลาชีวิตเพิ่มอีก 1 วัน (แล้วโทรศัพท์ก็จะหายไป เสมือนว่าไม่เคยมีโทรศัพท์มาก่อน) แต่หากไม่รับข้อเสนอ ก็เท่ากับปล่อยให้ตัวเองตายไป
ซึ่งคนดูอย่างเราๆ ก็จะได้รู้จักพระเอกผ่านทาง “การเลือก” ของเขานี่เอง (ผมถือว่าเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ฉลาดมากครับ)
+++++++++++++++++++++++++++++++
3.)
ตอนต้นๆ ผมออกจะเรื่อยๆ กับหนัง ซึ่งก็แทบปเ็นปกติสำหรับหนังญี่ปุ่นที่ชอบเปิดเรื่องมากแบบชิลด์ๆ สบายๆ เหมือนจะพาไปกินลมชมวิว ดูไม่มีเนื้อหาอะไรชัดเจน แต่ครั้นพอถึงตอนจะเข้าเรื่อง หนังก็สามารถดึงความสนใจจากเราได้แทบจะทันทีอยู่เหมือนกัน
สำหรับผม หนังมาดึงความสนใจได้แบบหนักๆ ตอนพระเอกพบกับปีศาจ แล้วจากนั้นความน่าสนใจก็มาเรื่อยๆ ครับ มันมาพร้อมกับการแสดงดีๆ, เรื่องราวดีๆ, แง่มุมอันหลากหลายเกี่ยวกับชีวิต และมิติอันหลากหลายของมนุษย์
เราจะได้รู้จักพระเอกผ่าน “สิ่งต่างๆ” ที่ปีศาจยกขึ้นมา ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำให้เรารู้จักพระเอกมากขึ้น บางครั้งก็สุขไปกับเขา บางครั้งก็เหงาไปกับเขา และบางครั้งก็เจ็บปวดโศกเศร้าไปกับเขา
และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็เข้าใจชีวิตพระเอกชัดเจนขึ้น และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ชีวิตของพระเอกมีส่วนทำให้เราเข้าใจชีวิตคนเรามากขึ้น ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของบางสิ่ง และขำขันกับตัวเองที่บางครั้งก็ตัดสินมองอะไรแค่ “เปลือก” อย่างง่ายๆ จนเกินไป จนทำให้เราพลาดแก่นสำคัญของอะไรบางอย่างไป
++++++++++++++++++++++++++++++++
4.)
เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่ผมดูแล้วพูดกับตัวเองระหว่างดูว่า “เนื้อเรื่องดีจังเลย” คือมันสัมผัสได้ครับว่าหนังเรื่องนี้เล่าได้ดี และมีประเด็นดีๆ เยอะแยะมาให้เราหยิบจับ ไม่ว่าจะจับไปทำให้เราอินกับหนัง หรือจับไปใส่หัวเพื่อเพิ่มมุมมองให้กับตัวเรา
ผมจำได้ว่าหนังที่ทำให้ผมรู้สึกแบบนี้เรื่องแรก คือ The Legend of 1900 หนังในดวงใจอีกเรื่องของผมที่กำกับโดย Giuseppe Tornatore (แห่ง Cinema Paradiso) เพราะเรื่องราวในหนังเรื่องนั้น มันเต็มไปด้วยรสชาติของชีวิตและเปี่ยมความสวยงามอย่างมาก… ใช่ครับ ผมนึกเชื่อมหนังเรื่องนี้เข้ากับ The Legend of 1900 ตอนดูไปได้สักพักหนึ่ง
แล้วจู่ๆ หนังเรื่องนี้ก็มีตัวละครหนึ่งเอ่ยประโยคทำนองว่า “ชีวิตเราไม่มีวันจนมุม ตราบใดที่ยังมีเรื่องดีๆ มีคนเอาไว้เล่าให้ฟัง” ตอนได้ยินประโยคนี้ผมเอะใจ เพราะมันตรงกับประโยคที่ แม็กซ์ (Pruitt Taylor Vince) ตัวละครใน The Legend of 1900 พูดไว้
แล้วปรากฏว่า ประโยคที่ตัวละครในเรื่องนี้พูด คือประโยคจากหนัง The Legend of 1900 จริงๆ (เพียงแต่การแปลที่ต่างกัน เลยอาจทำให้ถ้อยคำไม่เหมือนซะทีเดียว แต่ใจความก็ยังถือว่าใกล้เคียงกัน)
ผมอึ้งไปพักหนึ่ง… มันแปลกดีครับ ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วจู่ๆ ก็นึกถึง The Legend of 1900 ตั้งแต่ก่อนที่จะมีตัวละครในหนังพูดประโยคที่ว่าซะอีก…
หนังเรื่องนี้คงมีอะไรบางอย่างผูกสื่อถึงหนัง The Legend of 1900 จนทำให้ผู้ชมบางคน (อย่างผม) สัมผัสได้ ก่อนจะมีประโยคนั้นโผล่มาให้เราเข้าใจตรงกันอีกที
สำหรับผมแล้ว “อะไรบางอย่างที่ว่า” คงเป็น “เนื้อเรื่องดีจังเลย” ที่หนังทั้ง 2 เรื่องมีเหมือนกันละกระมัง…
++++++++++++++++++++++++++++++++
5.)
สำหรับคนรักแมว ก็บอกไว้ก่อนครับว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีน้องแมวน่ารักๆ มาปรากฏบนเจอมากมายอะไร เอาเข้าจริงคือโผล่ตอนต้นนิดๆ ก่อนจะโผล่มามีบทอีกทีก็ 1 ชั่วโมงล่วงไปแล้ว
และบทของน้องแมวก็ไม่ใช่มาทำตัวน่ารักแบบหนัง Disney หรือหนังเด็กที่มีสัตว์เป็นตัวเอก แต่จะรับบทเป็น “สิ่งที่มีความหมาย” ที่ทำให้น้องแมวนั้นมีคุณค่ามากกว่าความน่ารักน่าเอ็นดู
ว่าง่ายๆ ก็คือ หากใครคาดหวังจะได้เห็นแมวเยอะๆ ก็ต้องเผื่อใจไว้ครับ พื้นที่บนจอของน้องแมวไม่ได้มากหรอก (แต่ความหมายน่ะมากอยู่)
+++++++++++++++++++++++++++++++++
6.)
ดนตรีในเรื่องไพเราะดีครับ มันไม่โฉ่งฉ่าง มันไม่ได้เป็นธีมที่เด่นมากมาย แต่มันสอดรับกับอารมณ์หนัง มันคลอไปกับหนังได้อย่างพอเหมาะ
ถือเป็นหนังชีวิตที่ตอนต้นๆ อาจดูเหมือนไม่มีอะไร ต่อพอหนังเริ่มเข้าเรื่องจริงๆ แล้ว ความน่าติดตามเริ่มมา ความน่าสนใจเริ่มมา แต่ถ้าถามว่าสนุกไหน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลก หรือหนังเน้นบันเทิง แต่ขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่หนังดราม่าสายเครียด
เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้อยู่ระหว่างกลาง เป็นหนังที่ไม่ได้สนุกแบบระเบิดระเบ้อ แต่ก็พอจะบันเทิงอยู่บ้าง และเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องดีๆ แง่คิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิต
หนังอีกเรื่องที่ผมนึกถึงตอนดูเรื่องนี้จบคือ It’s A Wonderful Life ครับ อารมณ์และหลายๆ อย่างมาทางเดียวกัน ดังนั้นใครชอบเรื่องนั้นก็อยากให้ลองตามมาดูเรื่องนี้ครับ
ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้เรามีพลังนะ ทำให้เราเสพชีวิตได้อิ่มเอมมากขึ้น ทำให้เราย้อนไปมองวันเก่าๆ ของชีวิตด้วยตาที่ “เติบโต” ยิ่งขึ้น และมันจะมีส่วนช่วยให้เราใช้ชีวิตไปข้างหน้าได้ด้วยใจที่ผ่องแผ่วยิ่งขึ้น
++++++++++++++++++++++++++++++++++
7.) สปอยล์ครับ
++++++++++
++++++++++
++++++++++
++++++++++
เมื่อย้อนมองไปที่ 5 Stages of Grief ก็รู้สึกได้ว่าสิ่งต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็ดำเนินตามขั้นตอนในโมเดลที่ว่านั้น
ตัวเอกช็อก ปฏิเสธ เกรี้ยวกราด (ในใจ) ไม่ยอมรับความจริง เมื่อทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งและมีชีวิตอยู่ได้เพียงอีกไม่นาน
แล้วปีศาจก็โผล่มายื่นข้อเสนอให้ตัวเอกต่อรอง (และเมื่อดูไปถึงตอนท้าย ก็ดูเหมือนว่า “ปีศาจ” ตนนี้ จะยิ่งตอกย้ำขั้นตอน “ต่อรอง” ในตัวพระเอกชัดมากขึ้น) ตามด้วยการที่พระเอกย้อนคิดถึงวันเก่าๆ อีกทั้งเจอสถานการณ์ What If ว่าโลกจะเป็นอย่างไรเมื่อสิ่งของนั้นๆ ไม่มีอีกต่อไป ระหว่างนั้นเขาก็มีภาวะเศร้า หมดอาลัยเกิดขึ้นเป็นระยะ
แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว เขาก็ยอมรับความจริง และกล้าเผชิญกับมัน ทั้งเผชิญกับโรคที่เขาเป็น และเผชิญกับ “ชีวิตที่เขามี” ไม่ว่าจะเรื่องพ่อ เรื่องแม่ เรื่องคนรัก หรือเรื่องเพื่อน… เขายอมรับในแต่ละสิ่ง และพร้อมเดินต่อไป แม้เส้นทางนั้นจะจบลงด้วยความตาย
จริงที่เขาต้องตาย… แต่อย่างน้อยก่อนตายเขาได้ปลดแอกบางสิ่งที่คาอยู่ในใจ เขาได้ปล่อยวางความอัดอั้นที่เคยเกิดในแต่ละช่วงของชีวิต
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
8.) ใช้ชีวิตให้คุ้มค่านะ ![]()
สามดาวครับ

(8/10)










