Action

Diamonds Are Forever (1971) เพชรพยัคฆราช 007

1357406632

เมื่อ George Lazenby โบกมืออำลาบทเจมส์ บอนด์ หลังจากแสดงไปได้เพียงภาคเดียว ทำให้ Albert R. Broccoli กับ Harry Saltzman 2 ผู้สร้างหนังชุดนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ Sean Connery กลับมาแสดงเป็นบอนด์อีกสักภาค เพื่อกระชากเรตติ้ง

พวกเขาเลยเสนอค่าตัว $1.2 ล้าน (บางกระแสก็บอกว่าเสนอไปถึง $2 ล้าน หากเทียบตามค่าเงินปัจจุบันก็ $20 ล้านน่ะครับ) ตามด้วยเงินอีกส่วนหนึ่งเพื่อมอบเข้ากองทุนสก็อตติช เอ็ดดูเรชั่น ทรัสต์ที่ Connery ก่อตั้งขึ้น ตามด้วยเงินเปอร์เซ็นต์จากหนังอีกต่างหาก

แต่ถึงที่สุดแล้ว Connery ก็ยังยืนกรานว่าจะไม่ขอกลับมารับบทบอนด์อีกอย่างแน่นอน ทางผู้สร้างก็งานเข้าสิครับ เลยต้องหันไปหาคนอื่นมาสวมวิญญาณสายลับ 007 คนแรกที่พวกเขาหมายตาก็คือ Roger Moore ครับ แต่พอดีว่าตอนนั้น Moore ติดงานหนังเรื่องอื่นไม่สามารถมาแสดงได้ ทีมงานเลยมองไปที่ Timothy Dalton นักแสดงเจ้าบทบาทอีกคน แต่ติดปัญหาตรงที่เขาดูเด็กเกินไปสำหรับบทนี้ Dalton เลยยังไม่ได้เป็นบอนด์ในตอนนั้น

1358613116

รายต่อมาที่ทีมงานทาบทามคือ Michael Gambon (คนเดียวกับที่แสดงเป็นดัมเบิลดอร์ใน Harry Potter ตั้งแต่ภาค 3 เป็นต้นไปนั่นแหละครับ) แต่แล้ว Gambon เองกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธพร้อมบอกเหตุผลกับ Broccoli ว่า “ผมน่ะหุ่นไม่เหมาะกับบทหรอก”

การค้นหายังคงดำเนินต่อไป จนผู้สร้างไปเจอนักแสดงอเมริกันท่าทางทะมัดทะแมงนามว่า John Gavin ที่เคยแสดงใน Psycho (1960) ของ Alfred Hitchcock มาก่อน เรียกว่าหน่วยก้านท่าทางนั้นเหมาะมาก

แต่ตอนที่ Gavin ตกลงจะเซ็นต์สัญญานั้นเอง Connery เกิดเปลี่ยนใจ ติดต่อมาบอกว่า เขาพร้อมจะกลับมาเล่นหากทาง United Artist (บริษัทออกทุน) เพิ่มข้อเสนอที่จะออกทุนสร้างหนังให้เขาอีกสองเรื่อง ได้แก่เรื่อง The Offence (1972) กำกับโดย Sidney Lumet ส่วนอีกเรื่องคือ Macbeth ที่ Connery ตั้งใจแสดงนำด้วยตนเอง (แต่จนแล้วจนรอด Macbeth ฉบับนี้ก็ไม่ได้ทำ เนื่องจากมีโปรเจคท์ The Tragedy of Macbeth ของ Roman Polanski เปิดกล้องไปแล้ว งานสร้างฉบับของ Connery เลยถอยทัพไป)

จากข้อเสนอนี้ ถ้า UA ตกลง เขาก็ยอมกลับมาอย่างแน่นอน ซึ่งทางสตูดิโอผู้สร้างก็ยินดีรับทันทีครับ กี่ข้อเสนอก็ได้ ขอให้ Connery กลับมาแสดงก็พอ

1358613163

Connery เลยได้กลับมาเป็นเจมส์ บอนด์อีกรอบ ทีนี้ก็ได้เวลาหาผู้กำกับมารับงานต่อ ซึ่งตอนแรกนั้นทีมงานยังคงมอบเก้าอี้นี้ให้กับ Peter R. Hunt ผู้กำกับบอนด์ภาคที่แล้วอยู่ แต่ Hunt เองกลับไม่ว่างครับ เคลียร์คิวไม่ลงตัว เลยขอให้ผู้สร้างช่วยเลื่อนเวลาการถ่ายทำบอนด์ภาคนี้ออกไปก่อนได้ไหม แน่นอนว่าผู้สร้างปฏฺิเสธครับ ทำให้ Hunt ไม่ได้มากำกับบอนด์ต่อ

ระหว่างการตามหาคนกำกับคนใหม่ ทีมงานก็ปรึกษากันถึงแนวทางว่าอยากจะให้บอนด์ภาคนี้ออกแนวบันเทิง สนุกสนาน เปี่ยมอารมณ์ขันแบบที่ตอน Goldfinger ทำได้และสร้างความสำเร็จมากมายมาแล้ว และพอคิดถึงประเด็นนี้ ทีมงานก็ไม่นึกถึงใครนอกจากผู้กำกับ Guy Hamilton จากบอนด์ภาค Goldfinger นั่นเอง ซึ่งเขาก็ตบปากรับคำยินดีกลับมาครับ ด้านคนเขียนบทก็ได้ Richard Maibaum กลับมาจัดแจงร่างบทดัดแปลงจากนิยายให้ ก่อนทีมงานจะไปตาม Tom Mankiewicz ให้มาช่วยปรับบทต่ออีกทอดหนึ่ง

เนื้อเรื่องตอนแรกหมายมั่นจะให้น้องชายฝาแฝดของออริก โกลด์ฟิงเกอร์กลับมาล้างแค้น แต่พอคิดไปคิดมา ถ้าจะให้เข้ากับตอนจบภาคที่แล้ว ก็ต้องตามโบลเฟลด์กลับมาเป็นหัวหน้าตัวร้ายอีกรอบ (เนื่องจากตอนจบภาคที่แล้ว โบลเฟลด์ได้ฝังแค้นไว้กับบอนด์ชนิดที่บอนด์ต้องฆ่ามันให้ได้) เรื่องราวภาคนี้เลยมีตัวร้ายเป็นโบลเฟลด์ (Charles Gray) ปฏิบัติการของบอนด์คือตามสืบหาขบวนการขโมยเพชร ที่เหมือนจะเป็นแค่ขโมยธรรมดา แต่ที่ไหนได้ก็เป็นแผนร้ายอันเป็นอันตรายต่อโลกของโบลเฟลด์อีกตามเคย

และตอนนี้จะมีการกล่าวถึงตัวละครสำคัญอีกหนึ่งคนในเรื่อง เขาคือมหาเศรษฐีที่ชื่อวิลลาร์ด ไวท์ (Jimmy Dean) ซึ่งถูกจับตัวแล้วก็โดนโบลเฟลด์สวมรอยสั่งการลูกน้องของไวท์ผ่านทางระบบเสียง ซึ่งบุคลิกของไวท์นั้นก็เอามาจาก เฮาเวิร์ด ฮิวจ์ (ที่ประวัติของเขาถูกสร้างเป็น The Aviator ไงครับ) เพื่อนมหาเศรษฐีของ Broccoli ที่มีอาการหวาดระแวงจนต้องเก็บตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์สั่งการผ่านทางอินเตอร์คอม

1358613203

เหตุผลที่มีตัวละครนี้ใส่เข้ามาก็เพราะมีอยู่คืนหนึ่ง Broccoli ฝันเป็นตุเป็นตะว่า ฮิวจ์เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน ทำอะไรก็เอาแต่สั่งผ่านอินเตอร์คอมอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วฮิวจ์นั้นถูกจับตัวไปซ่อนไว้ ส่วนคนที่สั่งนั้นคือผู้ร้ายที่ปลอมตัวเป็นฮิวจ์ และใช้อินเตอร์คอมสั่งลูกน้องของฮิวจ์ทำสิ่งเลวร้ายต่างๆ พอฝันถึงตรงนี้ Broccoli ก็ตื่นขึ้นครับ พอได้สติก็เลยจับเอาไอเดียในฝันมาใส่ลงในหนังซะเลย

ส่วนสาวบอนด์ที่มีชื่อว่า ทิฟฟานี่ เคส ก็มีการคัดอยู่พักใหญ่ครับ ดาราที่มาเข้ากล้องทดสอบก็ได้แก่ Raquel Welch, Jane Fonda และ Faye Dunaway แต่ไปๆ มาๆ Hamilton กลับเตะตา Jill St. John ที่มาเพื่อคัดตัวเป็น เพลนตี้ โอทูล (สาวบอนด์คนรอง) ทำให้เธอได้รับบทนี้และยังถือว่าเธอเป็นสาวบอนด์สัญชาติอเมริกันคนแรกอีกด้วย

ครับ สำหรับภาคนี้ จะว่าไปแล้วความเข้มข้นอาจไม่มากเท่าภาคก่อนๆ จนบางจังหวะเนื้อหาออกแนวเบาสาระเลยก็มี แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นบอนด์ตอนที่ให้ความบันเทิงและดูเอาสนุก มีคำพูดสองแง่สองง่ามชวนขำชวนคิดเยอะดี แม้พล็อตจะไม่ค่อยกลมกล่อมเต็มที่ แต่ยังดีที่ได้การแสดงของ Connery, Gray มาช่วยไว้เยอะ

สีสันอีกอย่างของหนัง ต้องยกให้มือขวาของโบลเฟลด์ในภาคนี้ที่มาพร้อมความน่าสนใจครับ นั่นคือบท มิสเตอร์วินน์ (Bruce Glover) และมิสเตอร์คิดด์ (Putter Smith) นักฆ่าที่คอยสังหารคนตามคำสั่งของโบลเฟลด์ ซึ่งทั้งคู่ดูจะเป็นคู่เกย์กันน่ะครับ วิธีการฆ่าของสองคนนี้ก็ถือว่ามีทั้งชั้นเชิง อารมณ์ขัน และความอำมหิตผสมกัน จนทำให้บทนี้เด่นทุกรอบตอนโผล่ขึ้นจอมา

1358613241

ถ้าว่ากันถึงรายได้ Diamonds Are Forever ได้คืนมาทั่วโลก $116 ล้าน เรียกว่าคืนฟอร์มอีกครั้ง แม้จะไม่มากเท่า Thunderball ก็ตาม แต่ก็ถือว่าชนะขาดสำหรับภาค On Her Majesty’s Secret Service

ถือว่าเป็นบอนด์ตอนที่ดูเพลินๆ ครับ เริ่มจะมีความเว่อร์เยอะขึ้นกว่าตอนก่อนๆ อารมณ์ขันก็มากล้นกันไป แต่อย่างน้อยแม้พล็อตจะเบาไปบ้าง ทว่าความสนุกก็ยังมีอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แอ็กชันไล่ล่าก็นับว่าไม่เลว (แต่อาจความอลังการแบบตอนก่อนๆ ไปบ้าง)

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)