
เป็นหนังที่มีคนถามกันเข้ามามากที่สุดในตอนนี้เลยครับ ถามว่าผมดูหรือยัง ราวกับรู้ใจน่ะครับว่าเรื่องนี้ผมเล็งรอดูแน่นอน เพราะผู้กำกับคือ Giuseppe Tornatore แห่ง Cinema Paradiso, The Legend of 1900 และ Malena แต่ละเรื่องที่ว่านี่ผมก็โปรดปรานทั้งนั้นเลย
เรื่องของนักค้าศิลปวัตถุมือเก๋า เวอร์จิล โอลด์แมน (Geoffrey Rush) ที่เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงและพิถีพิถัน (จนบางทีก็ออกแนวเยอะ) แล้วจู่ๆ เขาก็ได้รับการติดต่อจากแคลร์ อิบเบทสัน สาวลึกลับเจ้าของคฤหาสน์หลังโตที่เต็มไปด้วยของโบราณมากมาย
แคลร์อยากให้เวอร์จิลไปช่วยประเมินราคาศิลปวัตถุต่างๆ แต่ตอนแรกเวอร์จิลก็ไม่ชอบใจเท่าไรเพราะแคลร์เหมือนจะหลบเลี่ยง ไม่ยอมมาพบหน้าเขาเลย แต่กระนั้นเขาก็ยังรับงานนี้ต่อ… ถัดจากนี้ผมไม่เล่าล่ะนะครับ เพราะการดูเอง รู้เองจะทำให้ท่านได้อรรถรสสูงสุดในการชมหนังเรื่องนี้ครับ
ฟันธงเลยว่าผมชอบครับ ^_^ คนอื่นจะชอบหรือไม่อันนี้ไม่อาจทราบ แต่ผมบอกได้เลยว่าชอบมาก หนังออกแนวลึกลับครับ แต่ไม่ใช่ลึกลับแบบระทึกขวัญนะ ธีมจริงๆ มันคือหนังชีวิต+จิตวิทยาที่ตัวละครมาพร้อมความลึกลับ โดยหนังจะค่อยๆ พาเราไปรู้จักกับเวอร์จิล ก่อนที่จะพาเวอร์จิลไปรู้จักกับแคลร์ ซึ่งแคลร์นี่แหละครับที่เต็มไปด้วยความลับและปริศนา
ความรู้สึกระหว่างดูมันเหมือนผมได้ดูหนังลึกลับสไตล์ Roman Polanski น่ะครับ แบบเรื่อง Chinatown, Rosemary Baby, The Ninth Gate, Death and the Maiden, The Ghost Writer (ใครชอบหนังพวกนี้ ผมก็แนะนำให้ดูเรื่องนี้เลยครับ คาดว่าต้องโดน)
อันว่าหนังลึกลับสไตล์ Polanski นั้นจะโดดเด่นในการสร้างความฉงนในหัวผู้ชม คือมันจะมีโมเมนต์ให้เรางงว่านี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้น? มันจะมีการทิ้งจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ให้เราตามเก็บไปตลอดเรื่อง แต่ประเด็นคือจิ๊กซอว์เหล่านั้นน่ะ อาจจะนำหรือไม่นำเราไปสู่ภาพจริงก็ได้ ซึ่งนี่เป็นทีเด็ดในหนังลึกลับแบบ Polanski เลยล่ะครับ (คือคุณอาจ “ถูกหลอก” หรือไม่ก็ “หลอกตัวเอง” ได้ทุกเมื่อ)
และกับ The Best Offer นี้ Tornatore ก็ทำได้ไม่ยิ่งหย่อนครับ แม้มันจะไม่ได้คลาสสิกหรือสุดยอดเท่า Chinatown หรือ Rosemary Baby แต่ก็ทำออกมาได้น่าติดตาม พลังสำคัญอย่างแรกคือการแสดงระดับยอดเยี่ยมของ Rush ที่วาดลีลาได้สุดยอด เขาดูเป็นคนเย่อหยิ่ง ยะโส แต่ไม่ใช่คนไม่ดีนะครับ เขาแค่ไม่เก่งเรื่องการเข้าสังคม และเพราะเขารู้ในงานศิลปะแบบขั้นเทพ เลยทำให้เขามีอีโก้เยอะ
แต่ลึกๆ ภายในเขาก็โหยหาความสัมพันธ์และความรักไม่ต่างจากคนอื่นๆ (ดูจากของสะสมของเขาก็ได้ครับ มันสื่ออะไรได้เยอะเลย) ซึ่งทั้งหมดนี่ Rush แสดงได้สุดยอด แล้วยังได้ดาราสมทบอย่าง Jim Sturgess, Donald Sutherland และ Sylvia Hoeks มาเสริมทีม ทุกคนต่างก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาดี
จุดน่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ แม้การแสดงของแต่ละคนจะน่าจดจำขนาดไหน แต่พวกเขาจะไม่เล่นจนจัดจ้าน ไม่เด่นจนบดบัง “ตัวเอกที่แท้จริงของหนัง” ซึ่งก็คือ “ความลึกลับน่าค้นหาของเรื่องราว” ซึ่งก็ต้องชม Tornatore ล่ะครับที่คุมทุกส่วนให้ออกมาได้พอดิบพอดีแบบนี้ (แล้วคราวนี้เขายังควบตำแหน่งเขียนบทเองอีกด้วยครับ)
องค์ประกอบอื่นๆ ก็ถึงฟอร์มครับ ไม่ว่าจะศิลปวัตถุต่างๆ, สถานที่สวยๆ หรือฉากบางฉากก็อาจไม่ได้สวย แต่ก็มีเอกลักษณ์และเสน่ห์ของมัน (อย่างภายในคฤหาสน์ที่แสนลึกลับของแคลร์เป็นต้น) และที่ลืมไม่ได้คือ Ennio Morricone คอมโพเซอร์ระดับตำนานที่รู้จังหวะในการบรรเลงดนตรีให้เหมาะกับเรื่องราวได้เสมอ
เป็นหนังที่ผมดูแล้วรู้สึกมีความสุขมากครับ เพราะไม่ได้เจอหนังลึกลับผสมดราม่าที่น่าติดตามแบบนี้มานานแล้ว ดูแล้วติดจริงๆ มันอยากรู้น่ะครับว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้น และอยากรู้ว่าหนังจะพาเราไปสุดที่ไหน อันที่จริงเมื่อถึงจุดหนึ่งผมเดาได้นะว่ามันจะจบแบบไหน แต่ด้วยความน่าติดตามและพลังที่หนังมีระหว่างทางมันทำให้เรารู้สึกเพลินน่ะครับ
และถ้าให้ว่าตามจริงแล้ว ผมว่าจุดเฉลยปมน่ะยังไม่ถือว่าเป็นตอนจบจริงๆ หรอก มันต้องฉากสุดท้ายถึงจะเรียกว่าเป็นบทสรุป ซึ่งผมถือว่าเป็นบทสรุปที่เปี่ยมความหมายและทำให้หนังโดนใจผมขึ้นอีกเยอะทีเดียว
เดี๋ยวผมจะสปอยล์ตอนจบนะครับ หากไม่อยากทราบไม่ควรอ่านต่อ เอาเป็นว่าผมอยากให้คอหนังลึกลับสไตล์ Polanski, แฟนหนัง Tornatore หรือแฟนผลงานของ Rush ได้ลองชมสักครั้งคราครับ หนังมีคุณค่าและน่าดูจริงๆ
++++++++++++++++++++++
+++ถัดจากนี้สปอยล์นะครับ+++
++++++++++++++++++++++
“มักจะมีของจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในของปลอม” ^_^
ผมชอบที่หนังเล่นกับประเด็นนี้น่ะครับ โดยหนังเปิดประเด็นนี้ในแง่มุมศิลปะก่อน ประมาณว่าเวอร์จิลเป็นผู้เชี่ยวชาญศิลปวัตถุ เขาจะบอกได้ว่าอันไหนของปลอม อันไหนของจริง
แต่เขาไม่ใช่แค่แยกว่าปลอมหรือจริงแล้วจบแค่นั้น ทว่าเขาต่อยอดมุมมองในเชิงที่ว่า แม้ของทำเลียนแบบจะพยายามทำให้เหมือนของจริงแค่ไหน แต่อัตตาของผู้ทำของปลอม ยังไงก็จะหาทางแสดงตัวตนลงในผลงานชิ้นนั้นจนได้ ดังนั้นแม้ของชิ้นนั้นจะปลอม แต่มันจะก็ยังมี “ตัวตนของจริง” ของผู้ทำแทรกอยู่ในนั้นเสมอ
ทีนี้พอหนังมาถึงตอนจบ เราจะเห็นว่าเวอร์จิลหมดอาลัยตายอยากหลังรู้ว่าตัวเองโดนหลอกครั้งใหญ่ แต่กระนั้นฉากสุดท้ายเราก็จะเห็นเขาเดินทางไปยังร้าน Night and Day ร้านที่แคลร์ (ตัวปลอม) พูดไว้ว่ามันเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญในความทรงจำของเธอ
ฉากนั้นเวอร์จิลเข้าไปนั่งที่นั่นเหมือนผู้แพ้ แล้วเขายังบอกกับพนักงานเสิร์ฟด้วยว่ากำลังรอคน นั่นยิ่งเหมือนทำให้เขาดูเป็นผู้แพ้ที่แพ้แล้วแพ้อีก หรืออาจถึงกับดูเป็น “คนโง่” ในสายตาคนดูบางท่าน
แต่ผมมองในแง่ที่ว่า เหตุผลที่ทำให้เขาทำเช่นนั้น เป็นเพราะเขาเชื่อว่า “มักจะมีของจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในของปลอม” แบบที่เขาเชื่อเสมอมา เพียงแต่หนนี้ของที่เขาตรวจสอบไม่ใช่ศิลปวัตถุที่ไร้ชีวิต แต่มันคือ “ความรัก” ในจิตใจของคน
น่าสนใจเหมือนกันที่ ณ จุดหนึ่งในหนัง เราจะได้ยินเวอร์จิลกับโรเบิร์ต (Sturgess) สนทนากันเปรียบเปรยว่าความรักปลอมได้หรือไม่ ก่อนจะโยงว่าขนาดศิลปะยังปลอมได้ แล้วทำไมความรักจะปลอมไม่ได้
แต่แม้ความรักจะปลอม ทว่ามันก็ย่อมมีเศษเสี้ยวของความจริงเจืออยู่ในสิ่งปลอมนั้น (เช่นเดียวกับงานศิลปะ)… และความคิดนี้อาจทำให้เวอร์จิลคิดหา “ของจริง” ที่ซ่อนอยู่ในความรักปลอมๆ ครั้งนี้
จึงไม่แปลกหากเขาจะค้นหา “ของจริง” ที่ว่าโดยการนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เขาได้อยู่กับแคลร์ และหนึ่งในนั้นเขาก็สังเกตว่าตอนแคลร์กอดเขาในห้องนิรภัย เธอบอกว่า “ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับเรา ฉันอยากให้คุณรู้ว่าฉันรักคุณจริงๆ”
หากเราพิจารณาดีๆ จะพบว่าประโยคนี้ที่เธอพูดมีสิ่งน่าสนใจ เพราะนาทีนั้นเธอได้ในสิ่งที่ต้องการไปแล้ว เธอได้เข้าไปในห้องนิรภัยอันเป็นเป้าหมายที่เธอ (และพรรคพวก) ต้องการแล้ว ที่เหลือก็แค่แอบมาขโมยของไปเท่านั้นเอง… เวอร์จิลหมดประโยชน์เรียบร้อยแล้วในตอนนั้น
จริงๆ นาทีนั้นเธอน่าจะคิดถึงแต่ตัวเอง คิดถึงแต่ของที่ตัวเองกำลังจะได้ คิดถึงความร่ำรวยหรือส่วนแบ่ง แต่การที่เธอพูดมันออกมามันเพราะอะไร? เพราะรู้สึกผิดต่อเขา? เพราะสงสารเขา? เพราะเริ่มรักเขา? หรือต่อให้เธอไม่ได้รักเขา แต่เธอก็ต้องรู้สึกอะไรบางอย่างกับเขา ไม่งั้นคงไม่เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา
นี่อาจเป็น “ของจริง” ที่ซ่อนอยู่ใน “ของปลอม” ก็เป็นได้… มันอาจไม่ใช่ร่องรอยที่ใหญ่โต แต่ปกติของจริงที่ซ่อนอยู่ในของปลอมก็มักเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ดูจะไม่สลักสำคัญอะไร และหลายครั้งที่มันก็ถูกทิ้งร่องรอยไว้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ลึกๆ ผมว่าเวอร์จิลเชื่อว่ายังมี “ของจริง” ซ่อนอยู่ในความรักปลอมๆ ที่แคลร์ มอบให้ นอกจากนี้ไม่แน่ว่าเขาอาจยังคง “มั่นใจ” ในความสามารถของเขา ว่าสามารถมองหา “ของจริง” ใน “ของปลอม” ได้… ผมจึงรู้สึกว่าฉากสุดท้ายมันเจือไว้ด้วยความโรแมนติก (แบบความรักแท้อันงมงาย)
อันที่จริงนี่ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของงานกำกับของ Tornatore ก็ว่าได้ นั่นคือเราจะได้เห็นตัวเอกที่รัก/ผูกพัน/หลงใหลอะไรบางสิ่งอย่างลึกซึ้ง และความลึกซึ้งที่ว่านี้ก็มักจะส่งอิทธิพลต่อชีวิตของตัวเอกนั้นๆ เสมอ
ตัวเอกใน Cinema Paradiso รักลึกซึ้งในภาพยนตร์, ตัวเอกใน The Legend of 1900 ผูกพันลึกซึ้งกับดนตรี และตัวเอกใน Malena ตอนแรกอาจหลงใหลสาวสวยประจำเมืองอย่างมาเลน่าเพียงเพราะรูปกายภายนอก+อารมณ์วัยหนุ่มที่กำลังกลัดมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปความหลงใหลภายนอกกลับค่อยๆ ลึกซึ้งจนกลายเป็นความเข้าใจในที่สุด
และเวอร์จิลในเรื่องก็อยู่กับงานศิลปะจนผูกพัน ไม่ใช่แค่สามารถแยกของจริงของปลอมได้ แต่ถึงขั้นกะเก็งได้เลยว่าของชิ้นไหนจะสูงค่าขึ้นในอนาคต และจะว่าไปแล้วมุมมองหรือปรัชญาหลายอย่างที่เขามี ก็ได้จากการคลุกคลีอยู่กินกับศิลปวัตถุทั้งหลายนี่แหละ
ด้วยเหตุนี้เลยทำให้การที่เวอร์จิลไปนั่งรอแคลร์ที่นั่น อาจสื่อถึงความรัก/หลงใหลที่เขามีต่อเธออย่างมากมาย หรืออาจสื่อถึงความเชื่อ/ความหวังที่เขามีต่อเธอ… สภาวะเหล่านี้ที่ผุดขึ้นมาในตัวเวอร์จิล ก็คือสิ่งที่ความรัก/ผูกพัน/หลงใหลในศิลปะมีส่วนหล่อหลอมให้เขาเป็น
ขณะเดียวกันเอกลักษณ์อีกอย่างในหนังของ Tornatore คือ ไม่ใช่ว่าตัวเอก Type แบบ “รัก/ผูกพัน/หลงใหล” จะได้พบกับบทสรุปที่ Happy Ending เสมอไป อันที่จริงบางเรื่องออกแนว Sad Ending ด้วยซ้ำ
ดังนั้นบทสรุปของเวอร์จิล เอาเข้าจริงมันอาจจบลงอย่างน่าเศร้า น่าขัน หรือชวนหดหู่ แต่แม้ปลายทางมันจะเป็นเช่นนั้น ทว่าเขาก็ยินดีเลือกมันด้วยใจเต็มร้อย… ถ้ามองในแง่โรแมนติก ก็จะรู้สึกว่าเวอร์จิลรักลึกซึ้งจนยอมเสี่ยงทุกอย่างอีกสักหน
หรือถ้ามองในแง่อื่น… เวอร์จิลก็เหมือนคนอีกมากมายที่จมอยู่กับความหลงใหลในอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายก็ฉุดชีวิตดิ่งลงเหว ถอนตัวไม่ขึ้น และไม่มีวันได้กลับมาเป็นคนปกติเหมือนเดิมได้อีกเลย…
คงเพราะอะไรเหล่านี้น่ะครับ เลยทำให้ผมมองว่าหนังเรื่องนี้มี “ของดี” มันมีนัย, สัญญะ และมุมให้มอง ให้ค้นหา แต่ทั้งหมดนี่ก็คือมุมมองของผมน่ะครับ ไม่จำเป็นว่าทุกท่านจะต้องมองในแนวเดียวกัน ^_^
แต่นี่ก็เพียงพอที่จะทำให้บอกได้ว่าผมชอบหนังเรื่องนี้แค่ไหน (คงมีดูซ้ำอีกหลายรอบล่ะครับ)
ปล. หลายอย่างในเรื่องผมเดาได้นะ แต่เรื่องแคลร์ตัวจริงนี่นึกไม่ถึงจริงๆ อันนี้อึ้งจริงครับ
และเผื่ออยากรู้นะครับ ร้าน Night and Day ไม่มีอยู่จริงครับ (เชื่อว่าหลายคนอยากไปตามหา เลยบอกไว้ก่อน) แต่ร้านที่ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำนั้นมีจริงครับ ชื่อร้านคือ U Milosrdných เพียงแต่ภายในร้านไม่ได้ถูกตกแต่งด้วยฟันเฟืองนาฬิกาแบบที่เห็นในหนังครับ
สามดาวครับ

(8/10)
หมวดหมู่:Crime, Drama, Erotic Thriller, Movie Reviews, Mystery, Recommended Movies, Romance, Romance Romance, Thriller










