รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Hacksaw Ridge (2016) วีรบุรุษสมรภูมิปาฏิหาริย์

17103488_1546135482083914_6158588211612781191_n

การได้ดูหนังเรื่องนี้เหมือนได้แวะไปเจอเพื่อนเก่ายังไงยังงั้นครับ เพราะอารมณ์ โทนหนัง จังหวะการเล่า และเนื้อหาสาระมันชวนให้นึกถึงหนังสมัยยุค 90 -2000 ขึ้นมาเลย

เรื่องของตัวเอกที่มีปณิธานแรงกล้าท่ามกลางสังคมที่ไม่ยอมรับแนวคิดนั้น ทำให้เขาต้องฟันฝ่าอะไรหลายอย่างกว่าจะไปถึงจุดที่ทุกคนยอมรับได้ และในที่สุดเขาก็ได้กลายเป็นบุคคลที่ก่อประโยชน์อย่างมากมายแบบที่ใครก็ไม่คาดคิด

หนังแนวนี้ที่เคยทำให้ผมประทับใจมาก่อนก็คือ Men of Honor ครับ (อีกหนึ่งงานน่าจดจำของ Cuba Gooding, Jr. ก่อนจะลงไปเล่นหนังเกรดบี) เอาเป็นว่าใครชอบเรื่อง Hacksaw Ridge ผมแนะนำให้หาเรื่องนั้นมาดู รับรองว่าจะถูกใจแน่นอนเพราะแนวทางคล้ายกัน

หนังยุค 90 ในความเห็นผมนั้นอารมณ์มันจะเป็นอะไรที่ตกผลึกมาจากยุค 70 – 80 ยุคที่ประชาชนอเมริกันเริ่มตื่นมามองความจริง ได้เห็นด้านมืดของรัฐจนก่อให้เกิดบุปผาชนขึ้นมากมาย ยุค 70 – 80 จึงเป็นยุคแห่งวืกฤติศรัทธา ก่อนจะตามด้วยการแสวงหาอะไรสักอย่างมายึดเหนี่ยว

หนังยุค 70 – 80 มักมีอารมณ์หม่นมืด เต็มไปด้วยการหาความจริงและการตีแสกหน้าสังคม ซึ่งก็เป็นเหมือนการระบายอย่างหนึ่งของคนรุ่นนั้น ในขณะที่คนรุ่นใหม่พอดูเข้าก็มีผลตอบสนองหลายแบบ บางคนก็แอนตี้สังคมไป บางคนก็ทุ่มเททำอะไรเพื่อชาติและบ้่านเมืองแบบจริงจัง

ในขณะที่บางคนดูแล้วข้ามช็อต ไม่มองแค่ด้านลบที่เคยเกิดขึ้น แต่พยายามหาคำตอบว่า “แล้วเราจะไปเจอด้านสว่างได้จากที่ไหน?” หรือ “แล้วเราจะออกจากจุดหม่นเศร้าที่เรายืนกันอยู่ได้อย่างไร?” ซึ่งคนกลุ่มนี้หลายคนก็ถ่ายทอดการแสวงหาหรือไม่ก็ “คำตอบปลายทาง” ผ่านทางภาพยนตร์

หนังยุค 90 เลยจะมีความหลากหลายในเชิงสร้างสรรค์ มีหนังครอบครัวหรือหนังว่าด้วยความรักเบ่งบานอุดมสมบูรณ์ไปหมด (นัยว่าการเจอคนรักหรือการมีครอบครัวคือปลายทางความสุขขนานหนึ่ง) อีกแนวที่นิยมคือหนังสไตล์คนเก่งนอกตำรา นอกกติกากฎกรอบ แต่สามารถทำสิ่งดีๆ หรือเปลี่ยนโลกได้ (นัยว่าที่ผ่านมากฎกติกามันยังไม่ดีพอ ก็ต้องนอกกฎหลุดกรอบเพื่อสร้างสรรค์อะไรที่มันดีกว่า)

และที่ลืมไม่ได้คือหนังประวัติศาสตร์ที่จะนำเอาเรื่องราวของบุคคลเก่าๆ ที่ทรงคุณค่าในประวัติศาสตร์ หรือเป็นแรงบันดาลใจดีๆ มาบอกเล่า ซึ่งจริงๆ หนังแนวนี้ก็ยังมีจนถึงปัจจุบันครับ เพียงแต่ระยะหลังหนังยุคใหม่จะเน้นแสดงให้เห็นถึงความจริงของโลกมากขึ้น (มีทั้งด้านสวยและไม่สวย)

ในขณะที่หนังยุค 90 รสชาติจะออกแนวสุขนิยม เน้นด้านสวยเป็นหลัก หรือเน้นเล่าด้านดีเป็นหลัก จนบางคนก็มองว่าหนังถูกปรุงจนขาดความสมจริงไป (เพราะใครมันจะชีวิตสวยงามแบบโมโนโทนได้ขนาดนั้น) ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็อยู่ที่รสนิยมของแต่ละคนครับ ไม่มีผิดถูก

กระนั้นผมก็ยอมรับล่ะครับว่าผมชอบแนวนั้นนะ คงเพราะชีวิตแต่ละวันมันก็เจอเรื่อง “จริง” เยอะพอแล้ว การได้ปลีกเวลา 2 ชั่วโมงกว่าๆ ไปเสพอะไรที่มันสวยๆ สร้างแรงบันดาลใจบ้างมันก็ไม่เลว เหมือนเจอรถติดทุกวันมาทั้งปี บางทีเราก็อยากนั่งรถหนีไปต่างจังหวัดที่รถน้อยๆ ต้นไม้เยอะๆ และธรรมชาติแยะๆ บ้าง

และ Hacksaw Ridge ก็มีอารมณ์ประมาณนั้นครับ แม้หนังจะเป็นแนวสงครามที่มีฉากการฆ่ากันกลางสนามรบแบบดุเดือดเลือดสาดจนน่าสยอง แต่แก่นหลักแกนเรื่องก็ยังคงไว้ซึ่งความหวัง ด้านสวยงาม และแรงบันดาลใจ จนต้องเรียกว่าถ้าไม่นับฉากรบที่ดุเดือดแล้ว ส่วนอื่นๆ ของหนังล้วนได้อารมณ์โลกสวยแทบทั้งสิ้น

ตัวหนังว่าเรื่องของ เดสมอนด์ ดอสส์ (Andrew Garfield) ชายที่สมัครไปเป็นหน่วยแพทย์สนามกลางสมรภูมิ และประกาศกับกองทัพว่าเขาจะไม่จับปืนเพื่อเข่นฆ่าใครเป็นอันขาด ซึ่งนั่นทำให้เขาโดนเพ่งเล็งจากเบื้องบน แต่เขาก็ต่อสู้จนตนเองสามารถไปร่วมรบโดยไม่สังหารผู้ใด อีกทั้งยังช่วยชีวิตคนได้อย่างมากมายอีกด้วย

หนังเดินเรื่องได้อย่างน่าติดตามครับ และที่สำคัญคือมันดูสนุกอีกด้วย ยอมรับเลยว่าผมเพลินกับการเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ พลังสำคัญก็เริ่มจากการแสดงดีๆ ของ Garfield ที่ลื่นไปกับบทเดสมอนด์ ตามด้วยบทสมทบอย่าง Hugo Weaving, Rachel Griffiths, Vince Vaughn และ Sam Worthington แต่ละคนเพิ่มความหนักแน่นให้กับหนังได้อย่างดี

แต่รายที่ผมปลื้มสุดต้องยกให้ Teresa Palmer ที่ปกติก็ติดตามผลงานเธออยู่แล้วน่ะนะครับ แต่ก่อนหน้าไม่ค่อยได้เห็นเธอเล่นหนังย้อนยุคเท่าไร ครั้นพอมาเห็นเล่นเรื่องนี้ผมว่าเธอเล่นเข้ามากๆ นะกับบท โดโรธี พยาบาลสาวที่กำหัวใจเดสมอนด์ได้

ที่ผมประทับใจก็เพราะทั้งเมคอัพ ท่วงท่า และเครื่องแต่งกายมันใช่น่ะครับ ทุกองค์ประกอบทำให้นึกถึงภาพนางพยาบาลในโปสเตอร์กองทัพสมัยก่อน และเธอทำให้เราเชื่อว่าเธอคือนางพยาบาลในยุคนั้นได้จริงๆ อีกทั้งเธอยังเข้าคู่กับ Garfield ได้อย่างน่ารักอีกด้วย

พอเห็นเธอเล่นได้ดีแบบนี้ผมดีใจนะ เพราะทราบมาว่าเธอต้องพยายามแบบสุดๆ เพื่อให้ได้บทนี้ ไม่ว่าจะแสดงบทออดิชั่นอัดใส่ iPhone แล้วส่งไปให้ Mel Gibson แต่ Gibson ก็เงียบ ไม่ตอบอะไรกลับมาเลย รอจน 3 เดือนผ่านไป Gibson ถึงจะสไกป์มา Palmer พร้อมแจ้งข่าวดี (ทำเอาเธอใจหายไปช่วงหนึ่งเลยครับ) ครั้นพอได้เล่น ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ

เครื่องแต่งกายในเรื่องนี่เด่นมากครับ มันให้อารมณ์ยุคนั้นจริงๆ เสริมอารมณ์ให้หนังได้อย่างน่าชื่นชม (โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายของ Palmer ที่ดูเด่นและดูดีมาก) แต่ก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ได้แม้แต่เข้าชิงออสการ์ในสาขาดังกล่าว

แต่ที่ได้ออสการ์ไปก็คือสาขา ลำดับภาพยอดเยี่ยมกับบันทึกเสียงยอดเยี่ยมซึ่งก็คู่ควรอยู่ครับ เพราะจังหวะการเดินเรื่องมันลื่นและได้อารมณ์ก็เพราะการลำดับภาพดีๆ กับเสียงซาวด์ที่ให้อารมณ์สมจริง โดยเฉพาะในฉากรบที่น่าทำออกมาได้น่ากลัวแท้

Mel Gibson แม้จะมีข่าวแง่ลบออกมาจนเงียบหายไปจากวงการพักใหญ่ แต่ในแง่ฝีมือการทำหนังของเขาแล้วก็ยังพูดได้เต็มปากว่าไม่ผิดหวังครับ อันที่จริงต้องบอกว่าหนังที่เขากำกับทุกเรื่องยังไม่มีเรื่องไหนผิดหวัง มันมีคุณภาพผสมกับความบันเทิงในสัดส่วนพอเหมาะเสมอ แต่อาจจะมากน้อยต่างกันไปเท่านั้นเอง

ดนตรีประกอบของ Rupert Gregson-Williams ก็น่าจดจำครับ ในตอนแรกนั้น Gibson อยากได้ James Horner มาทำดนตรีให้ครับ แต่เขาก็มาจากไปเสียก่อน เลยติดต่อ Gregson-Williams ซึ่งผลที่ได้ก็ได้อารมณ์แบบผสมทั้งละมุนและเด็ดเดี่ยว หลายช่วงชวนให้คิดถึงสไตล์ของ Horner อยู่เหมือนกันครับ (แต่ก็เป็นท่วงทำนองที่มีสไตล์ของตัวเองนะ)

สรุปว่านี่เป็นหนังที่ไม่อยากให้พลาดครับ ในแง่บันเทิงก็ถือว่าผ่านเกณฑ์อย่างสวยงาม ในแง่เนื้อหาก็น่าติดตาม ช่วงท้ายนี่ตื่นเต้นปนลุ้นระทึกอย่างมาก เป็นส่วนผสมที่ได้ที่มากๆ ครับ เพียงแต่ตัวหนังอาจดูปรุงแต่งอยู่บ้าง ซึ่งหากใครไม่ชอบสไตล์นี้ก็อาจไม่รู้สึกสุดกับหนัง แต่สำหรับผมแล้ว คิดถึงหนังสงครามสไตล์นี้ครับ เลยชอบถึงชอบมากๆ ไป

+++++++++++++++++++++++
+++ถัดจากนี้มีสปอยล์ครับ+++++
+++++++++++++++++++++++
+++++++++++++++++++++++

หนังมีฉากโดนใจหลายฉากอยู่ครับ อย่างตอนเดสมอนด์เดินเข้าไปจีบโดโรธี ไม่เถียงว่ามุกที่ใช้เข้าหามันอาจดูเชยอยู่นะ แต่มันน่ารักดีครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะนักแสดงเข้ากันด้วยมันเลยดูแล้วชวนยิ้ม (อารมณ์เหมือนหนังรักสมัยก่อนจริงๆ ครับ มันดูเป็นสูตรนะ แต่ก็เป็นสูตรที่อร่อยไม่เลว)

ฉากที่โดนใจมากๆ ผมยกให้ตอนที่พ่อของเดสมอนด์เดินเข้าไปในศาลเพื่อช่วยลูกด้วยการยื่นจดหมายน่ะครับ เป็นฉากที่กัดเรื่องสงครามและทหารได้เจ็บมาก เพราะจริงๆ พ่อของเดสมอนด์คือทหารผ่านศึกที่ต้องเสียเพื่อนและอีกหลายสิ่งไปทั้งที่เขาออกรบและเชื่อมั่นว่าตนทำเพื่อชาติบ้านเมือง

แต่เขากลับต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ความสุข บางวันก็ไม่เป็นผู้เป็นคน และที่อนาถหนักคือเมื่อเขาเดินเข้ามาในศาล เขากลับถูกปฏิบัติอย่างไร้เกียรติ ประหนึ่งว่าการไปออกรบ การไปเสี่ยงตาย หรือกระทั่งเครื่องแบบของเขามันไร้ค่าและไร้ความหมาย… การที่ชาวบ้านดูถูกเขามันยังไม่น่าอนาถเท่าทหารสีเดียวกันมาแบ่งชั้นแบ่งศักดิ์ศรี… แต่ก็เถียงไม่ได้ครับว่ามันจริง…

สามดาวครึ่งครับ

Star32

(8.5/10)