Action

Thor: The Dark World (2013) ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้าโลกาทมิฬ

1384523737

ทุกท่านเคยได้ยินคำว่า “หนังจบ อารมณ์ไม่จบ” ไหมครับ

มันแปลว่าหนังเมามันส์มาก แม้จะดูจบไปแล้ว แต่อารมณ์เรามันยังอินต่อเนื่อง ยังอยากพูดคุยเกี่ยวกับมัน อยากดูอีกสักรอบสองรอบ หรือไม่ก็อยากดูภาคต่อเร็วๆ

… แล้วทุกท่านเคยได้ยินคำว่า “หนังจบ อารมณ์ไม่เริ่ม” ไหมครับ

อย่างหลังนี่คือพอดูหนังจนจบแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไร เหมือนเข้าไปนั่งดูภาพละลานตา ดูเหตุการณ์ ฟังคนทำหนังเล่าเรื่องจนจบ แต่ไม่ใคร่จะเกิดอารมณ์ร่วม ไม่อิน อารมณ์มันไม่ผันผวนตามกระบวนหนัง จนบางครั้งมันชวนให้เราตั้งคำถามว่า “หนังมันไม่เร้า หรือตอนนี้ตัวเราตายด้าน?”

และเมื่อดู Thor: The Dark World จบ ผมเกิดอาการประมาณอย่างหลังขึ้นมาครับ

ไม่ใช่หนังไม่ดีนะครับ หนังมีองค์ประกอบดีๆ อัดแน่นอยู่เพียบ ไม่ว่าจะงานสร้างอลังการ Effect ดีๆ คอสตูมสมศักดิ์ศรีลิเกฝรั่ง ฉากรบพุ่งถล่มเมือง และที่ถือว่าเด็ดสุดๆ ของหนังชุดนี้คือทีมดาราระดับคุณภาพคับแก้ว ลองว่าหนังมีอะไรดีๆ มาชุมนุมขนาดนี้ ต่อให้มีอะไรไม่ดีบ้าง มันก็ยังพอทำเนา คือถ้าถามว่าดูสนุกไหมก็ตอบได้ว่า “ดูเพลินดีครับ” ถ้าชอบธอร์ ชอบเจน หรือชอบโลกิล่ะก็ เข้าไปดูเถอะครับ ไม่ผิดหวังหรอก

แต่ความรู้สึกหลังดูจบคือ “มันไม่เกิดฟีล” แม้จะดูรู้เรื่องและเข้าใจ ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงความเร้าใจ ความพีค ด้านความตื่นเต้นความลุ้นก็ยังไม่มาก ซึ่งจุดนี้ผมว่าน่าจะมาจาก 3 สาเหตุใหญ่ๆ อย่างแรกคือกระผมตายด้าน ต่อมดูหนังพังไปแล้ว (5555) จนทำให้ดูหนังแล้วไม่เกิดอารมณ์… (อารมณ์สนุกนะครับ อย่าคิดไปไกล )

ส่วนสาเหตุความเป็นไปได้ที่สองก็คือเป็นผลจากการกำกับของ Alan Taylor ที่จริงๆ พี่เขาเก่งครับ ทำ Game of Thrones ออกมาเข้มข้นซะขนาดนั้น ซึ่งการควบคุมส่วนต่างๆ ในหนังสเกลใหญ่ขนาดนี้ให้ออกมาไม่มั่ว ดูแล้วรู้เรื่อง ดูแล้วเข้าใจเรื่องราวได้โดยไม่สับสนนี่ก็นับว่าพี่ท่านเก่งในระดับหนึ่งล่ะครับ เพียงแต่ส่วนที่ยัง “ดีได้อีก” คือการเล่าเรื่องให้ตื่นเต้นและการเล่าฉากแอ็กชันให้เกิดความลุ้นน่ะครับ ซึ่งอะไรเหล่านี้ถือว่าดีกรีความมันส์ยังธรรมดาไปหน่อย

1384526710
และสาเหตุเป็นไปได้อย่างที่ 3 คือเรื่องบทภาพยนตร์ ที่จริงๆ แล้วหนังก็มาทางเดียวกับ Iron Man 2 คือมีรายละเอียดเยอะมากจนล้น จนบรรยายไม่ทัน และไม่สามารถลงลึกในมุมอารมณ์ได้มากนัก (จากนี้จะเริ่มมีสปอยล์เป็นระยะแล้วนะครับ ไม่อยากทราบโปรดข้ามไปอ่านดาวตามระเบียบ) อันได้แก่

+ เรื่องความรักระหว่างธอร์ (Chris Hemsworth) กับเจน ฟอสเตอร์ (Natalie Portman) ซึ่งต้องบวกด้วยเลดี้ ซิฟ (Jaimie Alexander) สาวแกร่งแห่งแอสการ์ดเข้าไปด้วย เพราะเธอหลงรักธอร์ด้วยเหมือนกัน

+ เรื่องความเป็นผู้นำของธอร์ในฐานะทายาทแห่งโอดินที่ต้องคอยเป็นทัพหน้าในการรักษาความสงบของดินแดนทั้ง 9

+ เรื่องในเชิงการศึก การรบ และการชิงไหวพริบที่ธอร์ต้องรับศึกจากดินแดนดาร์กเอลฟ์ ที่หมายมั่นจะทำให้จักรวาลตกอยู่ในความมืดตลอดกาลด้วยพลานุภาพแห่งอีเธอร์ โดยผู้นำของพวกดาร์กเอลฟ์อย่างมาลาคิธ (Christopher Eccleston) ก็พร้อมจะเผด็จศึกครั้งนี้กับแอสการ์ดให้มันจบสิ้นเสียที อีกทั้งศึกครั้งนี้ยังลามไปถึงโลกมนุษย์ด้วย

+ สัมพันธภาพระหว่างธอร์, โอดิน (Anthony Hopkins) และโลกิ (Tom Hiddleston) ทั้งในด้านครอบครัว, การออกศึก, ราชบัลลังก์ และการปกครอง

+ ความผูกพันระหว่างฟริกกา (Rene Russo) จอมมารดาแห่งแอสการ์ด ที่มีต่อธอร์และโลกิ

+ เรื่องบนโลกก็มีบทของ อีริค เซลวิก (Stellan Skarsgård) นักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามเรื่องสะพานระหว่างมิติมาตั้งแต่ภาคแรก กับ ดาร์ซี่ เลวิส (Kat Dennings) เพื่อนของเจนที่คอยช่วยทั้งด้านการค้นคว้าและพอถึงเวลาคับขัน ก็คอยช่วยคนอื่นให้รอดจากสถานการณ์วุ่นวายไป

พอมองตรงนี้ก็เห็นใจ Taylor อยู่เหมือนกันครับ เพราะเขาต้องเล่าเรื่องทั้งหมดนี่ภายใน 112 นาที (ถ้าวัดเฉพาะหนังจริงๆ น่ะแค่ 108 นาทีเองมั้งครับ นอกนั้นก็เครดิตเปิดหัวปิดท้าย) ซึ่งไม่เหมือนกับสมัยเขาทำ Game of Thrones อันนั้นค่อยๆ เล่า ค่อยๆ วางปมเพราะมันเล่ายาวได้ตั้ง 10 ตอน ตอนละเป็นชั่วโมง ซึ่งแม้งานนั้นจะหนักและเหนื่อย แต่แกสามารถจัดเต็มด้านคุณภาพ การเล่าเรื่อง และบิ้วอารมณ์ได้

แต่กับ Thor: The Dark World นี่พี่ท่านต้องเล่าให้ครบ จนอาจทำให้ไม่มีเวลาสำหรับการวางฉากบิ้วอารมณ์ และก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับว่าชั่วโมงบินของ Taylor บนหนังจอใหญ่นั้นมีน้อยมากๆ (คือเขาเคยทำหนังจอเงินฟอร์มเล็กมา 2 เรื่องครับ เรื่องแรกปี 1995 เรื่องที่สองปี 2003 แล้วถัดมาก็เรื่องนี้เลย นอกนั้นทำซีรี่ส์หมด) พอมาคิดทบทวนถึงอะไรเหล่านี้ก็เลยพอจะเข้าใจน่ะครับ ว่าทำไม Thor ภาคนี้ถึงยังไม่กลมกล่อมเต็มแม็ก

1384526783
ยังดีครับที่อย่างน้อยหนังก็ดูสนุกได้ พลังสำคัญต้องยกให้ทีมดาราเยี่ยมๆ ที่แค่เห็นหน้า ออกลีลาบนจอ เราก็รู้สึกว่าคุ้มที่ได้ดูแล้ว ซึ่งคนที่ยังเด่นเสมอมาและน่าจะเด่นตลอดไปในหนังชุดนี้ก็คือ Hiddleston ครับ เขาเกิดมาเพื่อเป็นโลกิในทุกอิริยาบถ จะยิ้มจะเยาะจะนิ่งจะยักคิ้วมันพริ้วไปหมด ทุกท่วงท่านี่มันคืออสรพิษหน้าซื่อใจคดชัดๆ แต่ครั้นจะเกลียดพี่แก เราก็ทำไม่ลงอีกนะครับ

… คุณเคยรู้สึกอยากจับมือชื่นชมใครสักคน ไปพร้อมๆ กับอยากกระทืบคนๆ นั้นให้จมธรณีบ้างไหมล่ะครับ… Hiddleston นี่แหละ ที่ทำได้แบบนั้น!

ตัวละครโลกิถือเป็นสีสันมากๆ สำหรับหนังชุดนี้ ไม่ใช่เพราะเขาเป็นตัวร้ายเท่านั้นนะครับ แต่เพราะพี่แกมีความซับซ้อนในตัวสูงมาก มีเล่ห์กลแพรวพราวจนไม่อาจไว้ใจได้ แต่ในบางขณะเมื่อเขาทำตัวน่าเชื่อถือขึ้นมา เราก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาทำ และในภาคนี้ปมระหว่างเขากับจอมมารดาฟริกกาก็ถือว่าน่าสนใจครับ มันแสดงแง่มุมใหม่ๆ ในตัวของโลกิเพิ่มขึ้นมา ทำให้เราเห็นว่ามันมีบางอารมณ์ที่แม้แต่โลกิจอมเสแสร้งเองก็ยังยากที่จะเสแสร้งได้

และที่สำคัญคือมันทำให้เราเข้าใจมากยิ่งขึ้นไปอีก ว่าทำไมธอร์ถึงยังอดไม่ได้ที่จะไว้ใจน้องชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้ แม้จะโดนมาเยอะเจ็บมาเยอะ แต่เพราะธอร์ผูกพันน่ะครับ และเขาคงแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าคนที่โตมาด้วยกัน ได้รับการดูแลจากมารดาคนเดียวกัน มันต้องมีความดีบางอย่างแอบซ่อนอยู่ อันว่าความเชื่อนี้ก็เกิดจากความรู้สึกของธอร์ที่สัมผัสได้ว่า ยังไงโลกิก็ยังมีจอมมารดาฟริกกาในใจเสมอ (จะจริงไม่จริงไม่รู้ แต่ธอร์คิดแบบนั้น)

อีกทั้งความปรวนแปรของโลกินี่แหละครับที่ยังถือเป็นของอร่อย ที่ชูรสเรื่องราวได้มากที่สุดในบรรดาปมทั้งหมดของภาคนี้ ซึ่งอาจเพราะปมนี้ผู้กำกับไม่จำเป็นต้องบิ้วเลยครับ มันเกิดตั้งแต่ภาคแรกและมันเกิดได้ด้วยการแสดงเด็ดๆ ของ Hiddleston ประมาณว่าบทไม่ต้องเขียน ฉากไม่ต้องเซ็ท แต่ใช้แค่ Hiddleston เพียวๆ ปมนี้ก็เกิดขึ้นได้ และยังพลิกผันได้อย่างน่าติดตามด้วย

โลกิจึงถือเป็นอะไรที่เด่นมากๆ สำหรับภาคนี้ครับ (จริงๆ แกเด่นหมดทุกภาคแหละ) คาแรคเตอร์ของเขาชวนให้นึกถึงโจ๊กเกอร์ ที่เป็นคนประเภทมีเหตุผลในการกระทำของตนเอง ต่อให้การกระทำนั้นไม่ใช่เรื่องถูกต้องตามบรรทัดฐานของสังคม แต่เขาก็จะหาข้อสนับสนุนมารองรับได้ (ส่วนใหญ่ข้อสนับสนุนจะออกแนวเห็นแก่ตนแบบสุดซอย) ซึ่งคนลักษณะนี้ยังไงก็จะไม่คิดว่าตนเองผิดครับ เพราะเขามีชุดความคิดอันหนักแน่นเข้มข้นฝังอยู่ในหัว ซึ่งตัวละครร้ายๆ ที่เป็นได้ขนาดนี้มักน่าสนใจเสมอ เพราะเราจะไม่อาจคาดเดาเขาได้ และพวกนี้จะเป็นประเภท “เดินหน้าทำตามที่ตนต้องการให้สำเร็จ โดยไม่แคร์ว่าจะมีใครหรืออะไรมาขวาง เพราะตนเชื่อมั่นว่าตนกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

หนังเรื่องไหนมีดาวร้ายระดับนี้ มักจะสนุกเสมอครับ (มากน้อยก็แล้วแต่กันไป)

ในขณะที่ Hemsworth ก็ดูองอาจแฝงไว้ด้วยความเถื่อนเล็กๆ และหล่อสมาร์ทแบบชาวไวกิ้ง แต่ผมว่าบทธอร์ภาคก่อนดูจะมีอะไรมากกว่านี้หน่อยนะครับ เพราะเราจะได้เห็นธอร์ยามเป็นเด็กหนุ่มเอาแต่ใจ ก่อนเขาจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นรัชทายาทผู้สุขุมและเห็นคุณค่าแห่งชีวิตมากขึ้นส่วนภาคนี้ก็เหมือนเรื่องของธอร์จะเทไปที่ความผูกพันที่เขามีต่อเจน หลายสิ่งที่เขาทำก็เพื่อความรัก โดยเฉพาะการตัดสินใจสุดท้ายนั่น Portman ก็พอกันครับ เน้นที่ความรักกับธอร์เป็นสรณะเหมือนกัน ภาคนี้ดูไปเลยรู้สึกว่าธอร์กับเจนแม้เป็นพระเอกนางเอก แต่ก็ยังไม่มีอะไรเด่นมากนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะยังไม่มีประเด็นความซับซ้อนทางอารมณ์มากเท่าไร (ไม่เหมือนโลกิ)

1384532967
ไปๆ มาๆ คนที่เด่น นอกจาก Hiddleston แล้วก็มี Dennings ที่ทั้งน่ารักและขโมยซีนเป็นพักๆ ด้วยลีลาเป๋อๆ กวนๆ แอบโปรยเสน่ห์นิดๆ พอให้จดจำ พอๆ กับ Skarsgård ที่แค่ฉากแรกของเขาก็ขโมยซีนแล้วครับ ในขณะที่บทเลดี้ ซิฟ ของ Alexander จริงๆ ก็เหมือนจะเด่นครับ แต่คาดว่าเวลาคงไม่พอให้เธอได้แสดงอะไรเท่าไร บทเธอเลยออกแนว “มีแววจะเด่น แต่ก็ยังไม่เด่น

ส่วน Hopkins ในบทโอดินนั้นก็ดูยังทรงอำนาจเช่นเดิมครับ เพียงแต่จะมีสภาวะอารมณ์แปรปรวนมากขึ้น นั่นก็เพราะผ่านเหตุการณ์ไปมากมาย แต่โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกชอบโอดินในภาคแรกมากกว่าครับ ภาคนี้ดูกร้าวไปในหลายๆ ช่วง (ไม่ใช่แค่ช่วงท้ายๆ เท่านั้นน่ะครับ อันว่าช่วงท้ายนั้นพอเข้าใจว่าเพราะอะไร)

อีกคนหนึ่งที่เหมือนจะเด่นแต่สุดท้ายก็โดนกลืนกลายเป็นวอลเปเปอร์ไป ก็คือ Christopher Eccleston ในบทมาเลคิธ ที่ตกอยู่ในสภาพใกล้ๆ กับวิปแลชใน Iron Man 2 น่ะครับ เปิดตัวมาดูน่าสนใจ แต่พอดูไปก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น บทจะโดนโค่นก็ไปแบบง่ายๆ (ไปๆ มาๆ พี่วิปแลชยังดูมีสีสันกว่าเลยครับ) พอเป็นแบบนี้ก็เลยพลอยทำให้ความสนุกของหนังลดลงไปพอสมควร เพราะถ้าตัวร้ายระดับบอสไม่เจ๋งพอ ความมันส์ก็ลด ยิ่งเรื่องราวส่วนใหญ่ในภาคนี้ไม่ได้มันส์อะไรมากอยู่แล้ว ผลลัพธ์ของ Thor ภาคนี้เลยจืดลงไปพอตัว (ถ้าไม่ได้โลกิคงจืดกว่านี้น่ะครับ)

โดยรวม Thor ภาคนี้ก็อย่างที่บอกไปครับ จุดพร่องสำคัญคือการสร้างความมันส์ ความลุ้น และความตื่นเต้นที่หนังตอบสนองสิ่งเหล่านี้กับคนดูได้น้อยไปสักหน่อย ยังดีที่ดาราเจ๋งพอจะช่วยหนังไว้ได้ หากให้เทียบแล้วผมก็ชอบภาคแรกมากกว่าครับ มันดูพอเหมาะ ลงตัว แม้พล็อตจะไม่ได้มีอะไรเยอะมากเท่าภาคนี้ แต่ความพอดีพอเหมาะนี่แหละครับ ที่ทำให้หนังที่บทไม่ได้มีอะไรมากกลายเป็นหนังสนุกขึ้นมาได้ และในทางกลับกัน หนังที่มีอะไรมากเกินไปจนไม่สามารถคลุกเคล้าให้กลมกล่อมได้ แม้จะมีมาก แต่ก็ใช่ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป

หลังจากดูจบก็รู้สึกว่า Thor ทั้งสองภาค (รวมถึง The Avengers) มีประเด็นดีๆ ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งครับ นั่นคือการสะท้อนแง่มุมเรื่องการเลี้ยงดูและการ “เติมเต็มตัวตนที่ขาดหาย” ผ่านทางชะตากรรมและการตัดสินใจของธอร์และโลกิ

ในแดนแอสการ์ดนั้นธอร์และโลกิถูกเลี้ยงมาด้วยกัน ซึ่งเป้าหมายแห่งชีวิตของพวกเขานั้นก็คือการได้เป็นผู้นำทัพ ได้ออกรบ และได้สืบทอดตำแหน่งจากโอดิน อันจะทำให้คนทั้งดินแดนพากันยอมรับ ซึ่งนั่นคือสุดยอดเป้าหมายที่ทั้งธอร์และโลกิพยายามไขว่คว้ามาโดยตลอด

ธอร์เคยเป็นคนผยอง หมายปองการยอมรับจากพระบิดา และเคยคิดว่าตำแหน่งราชันย์แห่งแอสการ์ดนั้น จะเป็นที่สุดแห่งการยอมรับจากคนทั้งแผ่นดิน และบางสิ่งที่ “ขาด” ในใจเขา ก็จะเต็มได้ด้วยสิ่งนี้

แต่เมื่อถึงคราวลงไปประสบเคราะห์บนโลก เขาค้นพบสิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่เติมเต็มเขาได้มากกว่าอำนาจ บัลลังก์ หรืออาณาจักร นั่นก็คือ เจน ฟอสเตอร์ ผู้หญิงฉลาด อ่อนโยน จริงใจ ที่ทำให้เขาได้สัมผัสกับด้านนุ่มนวลของชีวิต

เจนร่าเริงสดใส และเปิดรับธอร์อย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งนั่นถือเป็นอะไรที่แปลกสำหรับคนที่ผ่านศึกกับตัวประหลาดมามากมายเช่นเขา และยังต้องใช้ชีวิตเสี่ยงครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตนเอง เรียกว่ากว่าจะได้รับยอมรับนี่เลือดตาแทบกระเด็น แต่เจนกลับทำดีต่อเขาโดยไม่ต้องพิสูจน์หรือทำอะไรมากมาย แค่เป็นสุภาพบุรุษไวกิ้งแบบที่เขาเป็นเสมอมาก็พอแล้ว

1384696962
เจนจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เขามองโลกในมุมที่ต่างออกไป ทำให้เขาเห็นคุณค่าของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย (ไม่เฉพาะแต่ชาวแอสการ์ดหรือมนุษย์) ไหนจะดร.อีริคและดาร์ซี่ ที่ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของคนอื่นๆ และทำให้ตระหนักว่าการที่เขาจะดูแลใครสักคนให้ดีนั้น การใช้กำลังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่ากับการใช้ปัญญา และการใช้สติเพื่อจัดการกับปัญหานั้นๆ

ธอร์จึงค่อยๆ เรียนรู้ที่จะสุขุม รอบคอบ และทยอยตอบโจทย์ในใจ ที่มีหัวข้อว่าด้วย “คุณค่าที่แท้จริงในตนเอง” และ “บางสิ่งที่ขาดหายไป” จากเดิมเขาเคยคิดว่าอำนาจหรือความยิ่งใหญ่จะทำให้เขา “เต็ม” ได้ (ทั้งเพราะสังคมและบิดามารดรสอนในแนวทางนั้น) แต่แล้วเขากลับสัมผัสด้วยตนเองว่าการมีใครสักคน แค่เพียงคนเดียว ที่หันมายอมรับเขาแบบที่เขาเป็น โดยไม่มีเงื่อนไขอะไรมากำหนด นั่นก็ทำให้เขารู้สึกฟินาเล่มหาศาลได้แล้ว

พอมาภาคนี้ธอร์ตระหนักยิ่งขึ้นว่าเจนคือคนสำคัญ อีกทั้งการใช้ชีวิตในวังแอสการ์ดนั้นมันเป็นชีวิตที่ขาดซึ่งอิสระและเสรี เขาจึงสรุปลงท้ายด้วยการปฏิเสธที่จะรับอำนาจราชบัลลังก์ และเขาพร้อมหันหลังจากไป ไม่แยแสการเป็นผู้นำแห่งแอสการ์ด ขอเพียงได้ใช้ชีวิตอย่างเสรีและมีคนที่รักเขา ยอมรับเขาคอยเคียงข้าง นั่นคือที่สุดแล้วสำหรับเขา

ตำแหน่งราชันย์ที่เขาเคยอยากได้ มันไม่สามารถเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปในใจของเขาได้ แต่ผู้หญิงน่ารัก อบอุ่น และแสนฉลาดคนนี้ทำได้ และยิ่งไปกว่านั้น “อำนาจ” ที่เขาคิดว่าจะดลบันดาลให้เขาได้ทุกสิ่ง เขาเริ่มเล็งเห็นแล้วว่ามันจะกลายเป็นอะไรที่จองจำเขาไปเสียแทน

ในทางกลับกัน ด้านโลกินั้นอยากได้อำนาจครับ อยากได้บัลลังก์มาตลอด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะเขาต้องการการยอมรับ อาจเพราะเขาตกเป็นที่ 2 มาโดยตลอด ไม่ว่าจะโอดินหรือใครต่อใครในแอสการ์ดต่างก็ยกให้ธอร์เป็นที่หนึ่ง ดังนั้นด้วย “ความขาด” อันนี้ (ซึ่งจะว่าไปถือว่ารุนแรงกว่าธอร์มาก) บวกกับวิถีการเลี้ยงดูแห่งแอสการ์ดที่วัดคุณค่าคนจากจำนวนข้าศึกที่ตนชนะ หรือไม่ก็ยศศักดิ์เหนือบ่าที่ตนมี นั่นทำให้โลกิใฝ่หาในอำนาจมากขึ้นๆ จนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา โดยไม่สนว่าจะถูกหรือผิด โดยไม่แคร์ว่าต้องทำลายใครไปมากแค่ไหน

… โลกิเติบโตมา โดยรู้เพียงว่าอำนาจ บัลลังก์ และการยอมรับเท่านั้นคือความสุข ทั้งที่ความจริงแล้วความสุขยังมีอีกหลายอย่างครับ ไม่ว่าจะการปล่อยวาง ความรัก การเสียสละ การทำเพือคนอื่น การแบ่งปัน ฯลฯ

เมื่อมองย้อนไปในภาคแรก โลกิต้องการบัลลังก์ ใน The Avengers ก็ยังต้องการให้คนทั้งโลกหมอบกราบ พอมาภาคนี้โลกิยังไม่วายอยากได้ ความสุขและเป้าหมายหนึ่งเดียวในความคิดของเขา ซึ่งก็คือบัลลังก์และการครอบครองอยู่ดี

มองในมุมนี้ก็เห็นใจโลกิเหมือนกันครับ ก็นิยามและเงื่อนไขความสุขของเขามีอย่างเดียวเท่านั้นเอง แล้วเขาจะมีทางเลือกได้สักแค่ไหน

ธอร์ถือว่าโชคดีที่โดนเนรเทศไปเรียนวิชาชีวิตที่โลก และค้นพบโฉมหน้าอื่นๆ ของนิยามความสุข ปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากนิยามเดิมๆ ที่เขาเคยรู้มาชั่วชีวิต อีกทั้งยังพบความหมายแห่งคุณค่าในตนกลับมาเป็นของแถม ส่วนโลกิยังวนอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ หมกมุ่นแต่เรื่องอำนาจ ซึ่งในระหว่างที่ธอร์ได้เรียนรู้ความหมายตอนอยู่บนโลกกับพวกเจน ส่วนตัวโลกิเองก็ได้ลองเป็นราชันย์อยู่พักหนึ่ง ได้มีอำนาจปกครองแอสการ์ดทั้งดินแดน สำหรับโลกิแล้วเขาคงรู้สึก “ฟิน” กับมันมากมาย และเมื่อเขาได้ “ความสุขหนึ่งเดียว” มาครอบครองแล้ว เขายิ่งกระหายที่จะรักษามันให้อยู่กับเขาไปจนตลอดกาล

1384618985
จุดต่างที่น่าสนใจประการหนึ่งระหว่างสิ่งที่ธอร์ได้กับสิ่งที่โลกิได้คือ ธอร์ได้พบกับสิ่งที่เติมเต็มเขา อันได้แก่พลังแห่งความรัก ความเข้าใจ และความเสียสละ ซึ่งยิ่งธอร์มีมากเท่าไร เขากลับรู้สึกสงบ รู้สึกพอ รู้สึกเข้าใจชีวิตและหลักการแห่งความเป็นผู้นำมากขึ้น ความสุขที่ธอร์ค้นพบ มันเหมือนบ่อน้ำพุที่ผุดขึ้นมาได้อย่างไม่สิ้นสุด

แต่โลกิซึ่งได้เป้าหมายในฝันอย่าง “อำนาจ” มาเป็นของตน กลับทำให้เขาทะเยอทะยานไม่สิ้นสุด เป็นดั่งหลุมทรายดูดที่ยิ่งอยู่ยิ่งจม ยิ่งอยู่ยิ่งกระวนกระวาย กระเสือกกระสน

อันที่จริงอำนาจอาจไม่ใช่ยาพิษครับ แต่ความหลงในอำนาจ การถูกอำนาจขึ้นมาขี่หลังตนเอง นั่นแลคือตัวกัดกินจิตใจผู้ครอบครอง

อดคิดไม่ได้ว่าถ้าธอร์และโลกิถูกสอนให้เป็นนายแห่งอำนาจ ไม่ใช่เห็นอำนาจเป็นของสูงที่ตนต้องไขว่คว้า อีกทั้งได้รับการสอนถึงคุณค่าแห่งการแบ่งปัน การอยู่ร่วมกัน บทลงเอยของพวกเขาและดินแดนแอสการ์ดจะเป็นเช่นไร

แม้ฉากจบจะทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าโลกิชนะ ด้วยแววตาและรอยยิ้มอันหยิ่งผยอง แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับรู้สึกว่าธอร์ดูอิ่ม ดูมีความสุขยิ่งกว่า ไม่ครับผมไม่เห็นเขายิ้ม เห็นแค่หลังเดินไปลิบๆ… แต่มันให้ความรู้สึกนั้นจริงๆ (และมันก็มาเห็นชัดๆ อีกทีตอนหลัง End Credits)

ครับ นั่นแหละที่ผมคิดเกี่ยวกับ Loki: The Dark World (5555) โดยรวมดูได้ครับ ขอเพียงอย่าคาดหวัง ไม่แน่ครับว่าทุกท่านอาจดูสนุกกว่าผมก็ได้ ส่วนผมนั้นยอมรับจริงๆ ครับว่าไม่ถึงขั้นประทับใจ ยังชอบภาคแรกมากกว่าอยู่ และอันที่จริงผมรู้สึกว่าตัวเองชอบ Thor ภาคนี้น้อยที่สุดในบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโร่ของ Marvel ตั้งแต่ Iron Man เป็นต้นมา ซึ่งไม่อยากบอกว่าเป็นเพราะหนัง แต่คิดว่ามันอาจไม่ใช่แนวสำหรับเราก็ได้

แต่ก็ยังสองดาวครึ่งได้อยู่ครับ

Star22

(7/10)

DI-Thor-The-Dark-World-1-1

Advertisements