Action

Thor (2011) เทพเจ้าสายฟ้า

large_jqcMUV73jEhO0gv5yi28FD8JbHQ

โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เนี่ยเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ในเครือ Marvel ที่ไม่ได้มีเนื้อหาซับซ้อนอะไร ออกจะโล่งๆ เล่าง่ายๆ แบบเล่าจบได้แค่ไม่กี่บรรทัด

กับเรื่องราวของ ธอร์ (Chris Hemsworth) บุตรแห่งโอดิน (Anthony Hopkins) ที่ชอบรบราและใช้อารมณ์จนโอดินต้องเนรเทศเขามายังโลกมนุษย์เพื่อให้รู้สำนึก อันนำเขามาพบกับ เจน ฟอสเตอร์ (Natalie Portman) นักวิจัยสาวสวย ซึ่งเธอก็ช่วยเขาในตามหาค้อน อันจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยนำทางเขากลับไปยังดินแดนแอสการ์ด แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้เลยว่า โลกิ (Tom Hiddleston) น้องชายของเขากำลังทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ธอร์ไม่สามารถกลับไปได้ โลกิจะได้ครองตำแหน่งรัชทายาทแห่งดินแดนแอสการ์ดแต่เพียงผู้เดียว

เนี่ยครับ เนื้อเรื่องเป็นสูตรเดิมๆ ถ้าถอดความเป็นหนังฮีโร่ออกไปก็จะเป็นหนังชิงบัลลังก์ (หรือแย่งตำแหน่งลูกรัก) ตามสูตรสำเร็จ ระหว่างดูนี่ผมคิดแบบนี้จริงๆ ครับ

… แต่รู้อะไรไหมฮะ… หนังดันออกมาสนุกเพลิดเพลิน ไม่แพ้ Iron Man 2 ที่มีพล็อตอุดมแน่นหนากว่าตั้งเยอะ

เปิดมาเหมือนจะบ่นหนัง แต่จริงๆ ไม่ใช่เลยครับ ผมออกจะชื่นชอบและชื่นชมหนังด้วยซ้ำ เพราะจริงๆ บทและเรื่องราวของ Thor มันไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรือซับซ้อน ออกแนวหนังแอ็กชันปราบอธรรมทั่วๆ ไปที่เราเจอกันมาเยอะ โดยเฉพาะหนังแนวเอพิคทั้งหลายอย่าง Spartacus, Gladiator, The Ten Commandments หรือ Ben-Hur

อันนี้ผมเชื่อมือผู้กำกับ Kenneth Branagh มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ พี่ท่านทำหนังได้ดีมีมาตรฐานเสมอ ยิ่งหนังที่มีเนื้อหาว่าด้วยการชิงบัลลังก์ ศึกสายเลือด การพิสูจน์คุณค่าตนเองของคนเป็นรัชทายาท รวมถึงกลิ่นอายโศกนาฏกรรมสไตล์ William Shakespeare ซึ่ง Branagh ทำหนังแนวนี้ได้ดีมากและคล่องมือมาแต่ไหนแต่ไร อันนี้ลองไปหาผลงานเก่าๆ ของเขาอย่าง Henry V และ Hamlet มาชมครับ แล้วจะรู้ว่าพี่ท่านเหมาะจริงแท้สำหรับหนังแนวนี้

แต่แม้เนื้อเรื่องจะไม่ค่อยมีอะไร ทว่าเรื่องของรายละเอียดสำหรับปูพื้นให้กับทีม Avengers หรือ จักรวาลมาร์เวล (Marvel Universe) นั้นถือว่าทำได้ดีเลยล่ะครับ ไม่ว่าจะเปิดโลกทั้ง 9 ที่ธอร์บอกกับเจนว่านอกจากแอสการ์ด, โยทันไฮม์ และโลกแล้ว ยังมีโลกอีก 6 มิติ ซึ่งมันเร้าให้เราอยากรู้มากๆ เลยล่ะครับว่าการผจญภัยงวดต่อๆ ไปของธอร์คงมีอะไรใหม่ๆ สดๆ และล้ำจินตนาการมาเสิร์ฟเราแน่นอน

นอกจากนี้ยังเป็นการปูพื้นให้กับซูเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆ ของมาร์เวลด้วยครับ เพราะมันเปิดประเด็นเรื่องของมิติต่างๆ หรือเรื่องของพลังพิเศษแห่งเทพเจ้า ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คือเวทย์มนต์ในตำนานของมนุษย์เราๆ นั่นเอง ซึ่งประเด็นพวกนี้แหละครับที่มีส่วนสำคัญมากต่อหนังซูเปอร์ฮีโร่ของ Marvel อีกหลายๆ เรื่อง

ถือเป็นความฉลาดนะครับ และเป็นการปูพื้นกันพลาด เพราะถ้าจำได้กัน Spider-Man 3 น่ะถูกบ่นเยอะว่าดูไม่สมเหตุผลที่จู่ๆ เจ้าสารสีดำนั่นโผล่มา แต่คราวนี้บ่นไม่ได้แล้วครับ เพราะโลกของซูเปอร์ฮีโร่ Marvel นั้นได้ถูกเปิดขึ้น ส่งตรงสู่การรับรู้ของคนดูเป็นที่เรียบร้อย

ขนาดเทพเจ้ายิงพลังยังมีได้ เวทย์มนต์ก็มีได้ แล้วทำไมสสารประหลาด หรือมิติแปลกๆ จะมีไม่ได้

ดังนั้นแม้พล็อตของ Thor จะไม่ได้เยอะแยะอะไร แต่ในแง่ของหนังปูพื้นเปิดประเด็นให้กับโลกของ Marvel แล้ว หนังทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ

หนังสนุก ดูเพลิน มีรายละเอียดสนุกๆ ให้แฟนๆ การ์ตูน Marvel ได้ปลื้มกัน ด้านเทคนิค Effect ก็ขอยกนิ้วให้เลยครับ ทำได้อลังการมาก แดนแอสการ์ดก็ดูเป็นโลกที่ผสมระหว่างเทพนิยายกับวิทยาศาสตร์ได้แบบพอเหมาะ และผมก็ชอบสะพานสายรุ้งเป็นพิเศษครับ สวยงามมาก ชอบจริงๆ

ด้านดาราก็เลือกได้เหมาะมากๆ อีกเหมือนกัน อย่าง Hemsworth ก็ดูเหมาะกับบทธอร์ครับ ดูล่ำสมกับเป็นเทพเจ้าที่กระหายสงคราม แต่พอถึงตอนต้องอ่อนโยนก็ทำได้น่าเชื่อ ซึ่งผมออกจะดีใจครับ ที่หนังปรับคาแรคเตอร์ของธอร์ไม่ให้ทึ่มทื่อจนเกินไป เพราะหนังว่าด้วยธอร์ฉบับก่อนๆ นั้นธอร์ออกจะทึ่มไปหน่อยครับ ประมาณว่าเป็นเทพมาจากมิติอื่น แล้วก็มาทำอะไรเปิ่นๆ ในโลกจนดูต๊องไปเลย (ตอนมาแสดงเป็นตัวละครรับเชิญใน The Incredible Hulk Returns นั้นแหละครับ ต๊องจนผมเองยังฮาเลย) ก็ต้องขอชมครับ ที่ปรับคาแรคเตอร์ได้พอดี ดูซื่อแบบน่ารัก

แต่ในด้านมิติของตัวละครนั้นยังไม่มากครับ เพราะจู่ๆ พี่แกนึกจะเป็นคนดีและอ่อนโยนก็เป็นขึ้นมาแบบง่ายไปหน่อย ไม่มีปมอะไรที่มากพอจะเปลี่ยนทัศนคติแกได้ (แม้จะมีเรื่องพ่อมาก็ตาม แต่ผมว่ามันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้นสักหน่อย) แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าไม่คิดมากก็ต้องยกนิ้วให้ซูเปอร์ฮีโร่รายนี้ล่ะ เท่ห์และเก่งสมเป็นเทพจริงๆ

thor1

สำหรับบทธอร์นั้นถือว่ามีการเปลี่ยนไปจากการ์ตูนหน่อยครับ เพราะตามต้นฉบับแล้ว ธอร์น่ะถูกเนรเทศโดยโอดินก็จริง แต่พี่แกไม่ได้ลงมาบนโลกในสภาพธอร์อย่างในหนัง แต่เขาโดนลบความทรงจำและฟื้นขึ้นมาบนโลกในฐานะมนุษย์ นักศึกษาแพทย์นายหนึ่งที่ชื่อ โดนัลด์ เบลค ซึ่งเขาก็ดำเนินชีวิตแบบมนุษย์ไปพักใหญ่ๆ เลยล่ะครับ โดยไม่ระแคะระคายอะไรทั้งนั้น แล้วก็เรียนจบเป็นหมอเรียบร้อยอีกด้วย

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากเขาเป็นหมอเต็มตัวแล้ว เขาก็เลือกที่จะเดินทางไปพักตากอากาศที่นอร์เวย์ และที่นั่นเองพี่แกก็ดันไปเห็นพากมนุษย์ต่างดาวจอมวายร้ายกำลังก่อความไม่สงบอยู่ เขาก็เลยหนีเพื่อเอาตัวรอดครับ แล้วตอนนั้นเองเขาก็ได้พบเจอกับโยเดีย ค้อนแห่งเทพสายฟ้าที่รอการมาของเขาอยู่ และเมื่อสัมผัสเขาก็ได้พลังกลับคืน แล้วก็ซัดพวกเอเลี่ยนวายร้ายจนม่อยกระรอกทั้งหมด

จริงๆ ในบทภาพยนตร์ดั้งเดิมนั้น เรื่องราวก็จะเจริญรอยตามฉบับการ์ตูนนั่นแหละครับ แต่ด้วยความที่เนื้อเรื่องมันจะยาวเกินไป และทุนสร้างอาจจะเกินงบได้ ทำให้มีการปรับบท แล้วพอดีครับที่ Branagh แกเสนอว่า ทำไมไม่ปรับเรื่องราวให้ออกแนว Henry V ไปเลยล่ะ ประมาณแนวเจ้าชายน้อยโดนกษัตริย์เนรเทศเพื่อให้ปรับปรุงตัวเอง ซึ่งทางสตูดิโอก็เห็นด้วยครับ แล้วมันก็เลยออกมาเป็นหนังแบบที่เราดูๆ กันอยู่นี่

Hopkins ก็นอนมาอยู่แล้วครับกับบทโอดิน แต่รายที่สุดยอดที่สุดต้องยกให้ Hiddleston ที่เกิดมาเพื่อเป็นโลกิอย่างแท้จริงครับ แววตาดูชั่วร้าย เจ้าเล่ห์ ซ่อนความอำมหิตไว้ใต้ใบหน้านิ่งๆ ดูหงอๆ เหมือนไร้พิษภัย แต่พอถึงคราวก็น่ากลัวเอาเรื่องเหมือนกัน บอกตามตรงครับว่าอยากเห็นพี่แกตอนเป็นตัวร้ายใน The Avengers จริงๆ ท่าจะมันส์มาก

Portman ก็สบายๆ อีกเช่นกันในบทสาวน้อยผู้สดใสแต่ใจกล้าหาญแบบนี้, Stellan Skarsgård ในบทอีริค ซัลวิกก็ไปได้ดีอีกเช่นกัน, Clark Gregg ก็หายห่วงครับ เล่นเป็นเจ้าหน้าที่โคลสันมาตั้ง 3 รอบแล้วนี่ครับ กลายเป็นตัวละครขาประจำที่ขาดไม่ได้ไปเลย แล้วก็อย่าลืมจับตาพลธนูที่เล็ง (แต่ไม่ยิง) ธอร์ตอนแกบุกไปชิงค้อนให้ดีครับ นายคนนี้นี่แหละ คือนักแม่นธนูฮอว์คอาย หนึ่งในทีม Avengers เหมือนกัน

รู้ไหมครับว่าแรกเริ่มเดิมทีคนที่เกือบจะได้กำกับหนังเรื่องนี้ก็คือ Sam Raimi ใช่แล้วครับ ผู้กำกับ The Evil Dead และหนังชุด Spider-Man นั่นแหละ เขามีไอเดียจะนำเอา Thor มาขึ้นจอใหญ่ตั้งแต่ปี 1991 หลังจากเขาทำหนัง Darkman เสร็จแล้วน่ะครับ เขาตัดสินใจเดินไปเจรจากับ Stan Lee ที่ Marvel แต่ตอนนั้นยังไม่มีใครเชื่อมือเขา อีกทั้งไอเดียเกี่ยวกับบทหนังเรื่อง Thor ในฉบับของ Raimi นั้น มันอลังการอย่างแรงจนสตูดิโอไม่กล้ารับทำ และว่ากันว่าทาง Marvel นั้นไม่เข้าใจ “คอนเซปต์ไอเดีย” ของ Raimi ด้วย ประมาณว่าในขณะที่พี่แกเล่านั้น คนใน Marvel ไม่มีใครฟังแกเข้าใจสักคนเดียว

ในที่สุดโปรเจคท์นี้ก็เงียบไปอีก จนถึงปี 2000 ที่ X-Men ของ Marvel ประสบความสำเร็จ พวกเขาเลยคิดจะทำ Thor ออกมาเป็นหนังทีวี (ตอนนั้นสิทธิ์ของ Thor ได้ตกมาอยู่กับ Sony Pictures) แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ครับ ต้องรอจนปี 2004 ถึงจะมีคนเขียนบทที่ชื่อ David S. Goyer โผล่มาเสนอตัวว่าจะกำกับให้ แต่พอเวลาล่วงไปอีกหนึ่งปี ปรากฏว่า Goyer แกเกิดหมดความสนใจใน Thor ซะอย่างนั้น แล้วก็พอดีที่ลิขสิทธิ์ Thor ได้หลุดจากมือ Sony ไปในตอนนั้นด้วย

แล้วเวลาก็ล่วงมาถึงปี 2006 ครับ ในขณะที่โปรเจคท์ Thor ทำท่าจะเป็นหมัน แล้วสิทธิ์ก็ตกมาอยู่ที่ค่าย Paramount Pictures ซึ่งตอนนั้นก็มีกระทาชายนายหนึ่ง นามว่า Mark Protosevich คนเขียนบทที่เป็นแฟนตัวยงของ Thor ได้เสนอบทหนังชิ้นใหม่ให้กับ Paramount ที่จะไม่ได้นำเสนอแค่ Thor ในฐานะฮีโร่ของ Marvel เท่านั้นนะครับ แต่พี่แกผูกเรื่องทำให้ Thor กลายเป็นเรื่องราวแนวเอพิคผสมความเชื่อทางศาสนา เรียกว่าจะเน้นไปที่เรื่องในมุมของเทพเจ้าตามตำนานมากกว่าจะเดินตามรอยต้นฉบับในการ์ตูน ซึ่งกล่าวกันว่าบทชิ้นนี้น่ะต้องใช้ทุนกันถึง 300 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

เมื่อได้พบแล้ว สักพักก็ได้ผู้กำกับครับ เขาคือ Matthew Vaughn นั่นเอง เขาก็มาพร้อมเปลี่ยนปรับบทลดทุนสร้าง จาก 300 ล้านมาเหลือแค่ 150 ล้าน โดยการพยายามตัดเรื่องเชิงเทพเจ้าออกไป แล้วหันมามุ่งเน้นเดินเรื่องในแนวซูเปอร์ฮีโร่ตามแบบต้นฉบับในการ์ตูนแทน แต่ด้วยความที่โปรเจคท์ต้องใช้เวลาเกลาบทลดงบมากไป ทำให้ Vaughn โบกมืออำลาจาก Thor ไปทำหนังฮีโร่แนวแสบๆ อย่าง Kick-Ass ในที่สุด

ถัดจากนั้นเวลาก็ล่วงมาถึงปี 2008 ตอนนั้นมีชื่อผู้กำกับ D.J. Caruso (แห่ง Disturbia และ Eagle Eyes) มาเจรจาอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดเขาก็ปฏิเสธครับ (ว่ากันว่าปฏิเสธทั้งที่ยังไม่ได้อ่านบทเลยแม้แต่หน้าเดียว)

แล้วในที่สุดชื่อของ Branagh ก็โผล่มาครับ แล้วเขาก็ช่วยเสนอแนวคิดว่า หนังที่เดินเรื่องในแนวซูเปอร์ฮีโร่นั้นมีออกจะเกลื่อนตลาดแล้วในตอนนั้น ดังนั้นแทนที่จะทำ Thor ออกมาตามแบบการ์ตูนดั้งเดิม มันก็ไม่ใช่อะไรที่ใหม่อีกต่อไป ดังนั้นเขาเลยเสนอให้ลองปรับโดยใช้แนวเรื่องสไตล์ Shakespeare แทนดีไหม (อย่างที่ผมเล่าให้ฟังไป) แล้วทางสตูดิโอก็ตกลงครับ แล้ว Thor ก็ได้ถือกำเนิดในที่สุด

ครับ สรุปว่า Thor เนี่ยออกมาเพลินครับ สนุก ไม่ผิดหวังอะไร อาจจะไม่ได้เด่นในพล็อต แต่เด่นมากในเรื่องการเปิดประเด็นให้กับ Marvel Universe

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

Advertisements