Action

Iron Man 2 (2010) ไอรอน แมน 2

iron_man_two_ver6

สำหรับตอนต่อของพี่มนุษย์เตารีดนี่ ว่ากันง่ายๆ เลยก็คือ สนุกดีครับ ไม่เด็ดทุกส่วนเท่าภาคแรกแต่ก็ยังสนุกอยู่

ภาคนี้ผมว่าจัดเต็มมากในเรื่องเนื้อหาครับ เพราะมันมีประเด็นเยอะมาก เริ่มจากการที่โทนี่ สตาร์ก (Robert Downey, Jr) พระเอกของเราต้องเจอกับพิษจากเกราะไอรอน แมน แล้วยังเจอคนจากรัฐบาลมาหาเรื่อง, เจอตัวร้ายอย่าง ไอแวน แวงโก้ (Mickey Rourke) ที่หมายจะล้างแค้นไอรอน แมนเนื่องจากพ่อของไอแวนและพ่อของโทนี่มีเรื่องกันมาก่อน

ขณะเดียวกันเขาก็ต้องเจอกับแผนสกปรกของคู่แข่งทางการค้านามว่า จัสติน แฮมเมอร์ (Sam Rockwell) พ่อค้าอาวุธที่คิดแต่จะล้มอาณาจักรของโทนี่ลง เพื่อที่ตัวเองจะได้รับกำไรจากการค้าอาวุธสงครามแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทีนี้พอเจอเรื่องต่างๆ รุมเร้า เขาเองก็ชักจะท้อแท้กับการเป็นไอรอนแมนเหมือนกัน แหม คนเราอุตส่าห์ช่วยโลกเต็มที่ ชีวิตตัวเองก็ไม่ได้สบายสักหน่อย จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ซ้ำยังมาโดนรุมกินโต๊ะแบบนี้อีก

แล้วไหนจะปมส่วนตัวที่เขาคิดเสมอว่าพ่อของเขาสนแต่งานมากกว่าจะสนใจลูก พอคิดมากคิดมายโทนี่ก็เครียดครับ เข้าสู่สภาวะทำลายตัวเองด้วยสารพัดวิธีที่นึกได้ ประมาณว่าประชดชีวิตนั่นแหละครับ ทำให้คนดูอย่างเราๆ ต้องมาลุ้นกันต่อว่าเขาจะถอดถอนตัวเองออกจากปัญหาสารพัดที่รุมล้อมได้อย่างไร

ด้านเนื้อหายังไม่หมดนะครับ ไหนจะความสัมพันธ์ของโทนี่กับเพ็พเพอร์ พ็อตต์ (Gwyneth Paltrow) ที่ง่อนๆ แง่นๆ ยิ่งพี่โทนี่มาทำตัวแปลกไป เพ็พเพอร์ก็ยิ่งห่วงใยขึ้นไปอีก หรือเจมส์ โรดส์ (Don Cheadle) เพื่อนซี้ที่แม้จะเห็นใจเพื่อน แต่ก็ทนไม่ไหวเหมือนกันที่เห็นเพื่อนทำตัวออกแนวเหลวแหลกขนาดนี้ แล้วยังมีการเปิดตัว นาตาชา โรมานอฟ (Scarlett Johansson) เจ้าหน้าที่สาวจากหน่วย SHIELD ที่มีฉายาว่า แบล็ค วิโดว์ด้วย เห็นไหมครับ มันเยอะมากในเรื่องของรายละเอียด ซึ่งก็พอเข้าใจล่ะครับว่าทีมงานคงอยากให้บทมันแน่น มันมีอะไรมากขึ้น ขณะเดียวกันทาง Marvel ก็คงหมายมั่นเดินเครื่องเพื่อสร้างฐานให้กับหนัง The Avengers ด้วย ก็เลยใส่แบบเยอะอย่างนี้แหละ

จุดที่น่าห่วงคือการจะยัดเรื่องราวทั้งหมดลงไปในหนังความยาว 2 ชั่วโมงนั้นไม่ใช่ของง่าย ดูอย่าง Spider-Man 3 สิครับ นั่นก็จัดเต็มใส่หนักเหมือนกัน ผลที่ได้ออกมาแม้จะไม่เลวแต่ก็ยังไม่เด็ดเต็มที่ แต่ก็ยังดีที่ Iron Man 2 นี้ ยังออกมาได้โอเคดูสนุก เล่าเรื่องได้แบบครบเครื่อง อันนี้ก็ต้องขอชม Jon Favreau ที่ยังคุมเรื่องราวได้ดี แม้จะไม่ลื่นลงล็อคเท่าภาคแรก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นภาคต่อหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่น่าผิดหวัง ยังเข้าท่าได้มาตรฐาน

จริงๆ Iron Man 2 ไม่ใช่จะไม่ดีนะครับ ความสนุกมันยังมีพอเหมาะอยู่นั่นแหละ หนังเล่าเรื่องราวรายละเอียดเยอะขนาดนี้ได้แบบเพลิดเพลินก็ต้องถือว่าดีในระดับหนึ่งแล้วล่ะ เพียงแต่หนังสามารถเข้าขั้นเยี่ยมได้กว่านี้อีกเยอะ หากเพิ่มนั่นนิด ลดนี่หน่อย หรือเสริมความหนักแน่นในแต่ละประเด็นลงไปให้มากขึ้น แต่นี่เหมือนกับนำเสนอแต่ละอย่างแบบผิวไปหน่อย อย่างปมในใจทั้งหลายของโทนี่ที่หนังยังเสนอไม่แรงพอ ไม่เยอะพอที่จะทำให้โทนี่ถึงขั้นน็อตหลุดได้ (จริงๆ เรื่องน่ะเยอะครับ แต่ด้านอารมณ์มันไม่ส่งเท่าที่ควร) เหมือนกันเรื่องของโรดส์นั่นแหละครับ หนังยังปูเหตุผลในการตัดสินใจโดดไปเป็น วอร์ แมชชีนยังไม่หนักพอ กล่าวคือประเด็นในเรื่องน่ะครับถ้วนและสมเหตุผลครับ มีที่มาที่ไปให้เห็นครบดีมาก แต่ภาพตรงหน้ากับการเร้าอารมณ์กลับยังไม่เยอะ ทำให้อะไรที่น่าจะสุดแต่ก็ยังไม่สุด น่าจะถึงอารมณ์แต่ก็ยังไม่ถึง

iron-man-wallpaper2

การเปลี่ยนตัวเจมส์ โรดส์ก็ถือเป็นอะไรที่น่าเสียดายเหมือนกันครับ เพราะจริงๆ แล้ว Terence Howard น่ะเล่นไว้ดีทีเดียว ดูเข้ากับ Downey, Jr ได้ วัยก็ดูใกล้ๆ กัน ดูมีชีวิตชีวาทั้งเชิงดราม่าและเพิ่มเสียงฮาได้ดี ส่วนพี่ Cheadle นั้น ไม่เถียงครับว่าแสดงได้ดี แต่ด้านความต่อเนื่องความผูกพันจากภาคแรกก็ย่อมพร่องลงไปโดยปริยาย แล้วจิม โรดส์ในภาคนี้ยังดูแก่ดูเข้มเกินหน้าพี่โทนี่ไปพอตัว แล้วดูจริงจังเยอะไปบ้าง นี่ก็เป็นจุดเล็กๆ ที่น่าเสียดายเหมือนกันครับ ไม่น่าเปลี่ยนเลย

แต่ถ้าพูดถึงดาราเจ้าอื่นผมว่าก็คัดมาดีล่ะครับ อย่าง Downey, Jr ก็เป็นพี่เตารีดแบบเต็มตัวแล้วล่ะ ผมชอบมากๆ ตอนพี่แกวาดมือสร้างภาพโฮโลแกรมน่ะครับ ลีลาเขาทำให้เราเชื่อว่าแสงสีโฮโลแกรมเหล่านั้นมีจริงๆ ขณะเดียวกันคาแรคเตอร์ความเป็นหนุ่มเพลย์บอยผสมแบดบอยนิดๆ แล้วก็ไม่ค่อยยึดกฎเกณฑ์ ชอบอวดตัวหน่อยๆ ผมว่าพี่แกเล่นได้ยอดมากครับ เนียนจริงๆ เรียกว่าบทนี้มีไว้ให้พี่แกจริงๆ ครับ

ส่วน Paltrow กับ Rourke ก็เล่นได้โอเคตามที่บทเปิดโอกาส ซึ่งผมว่าสองคนนี้ถูกทอนบทลงไปเยอะเหมือนกันครับ เพราะดูเหมือนจะมีอะไร แต่ก็ไม่ค่อยมีอะไรนัก ส่วนคนที่จัดว่ามาน้อยแต่เด่นก็ต้องยกให้ Rockwell ที่เป็นแฮมเมอร์ได้อย่างน่ากระทืบสุดๆ และที่ลืมไม่ได้ก็คือ Johansson ครับ เธอก็เกิดมาเพื่อเป็นแบล็ค วิโดว์เช่นกัน

ด้วยฟอร์มทีมงาน Effect การสร้างสรรค์ หรือบทนั้นต้องยกนิ้วให้ครับ แต่จะมาแผ่วความเจ๋งก็ตรงการนำเสนอที่ไม่ลึก ไม่เต็มที่พอ เพราะถ้าเล่นกับทุกประเด็นให้ถึงล่ะก็ หนังคงมันส์กว่าภาคแรกได้ ดีไม่ดีนี่คุณภาพจะคู่คี่กับ The Dark Knight เลยน่ะครับ ทำเป็นเล่นไป เพราะพล็อตมันแน่นจริงๆ

แต่อย่างน้อยหนังก็มีทีเด็ดตรงการนำเสนอ “ประเด็นเชื่อมถึง Avenger คนอื่นๆ” ได้ดีเพราะถ้าสังเกตจะพบว่าหนังมีอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวกับ Avenger คนอื่นๆ แบบครบครับ นอกจากการมาของแบล็ค วิโดว์, เอเยนต์ โคลสัน (Clark Gregg) และ นิค ฟิวรี่ (Samuel L. Jackson) ผบ. หน่วย SHIELD แล้ว เรายังได้เห็นโล่ห์ต้นแบบของกัปตันอเมริกา, เห็นภาพข่าวตอนที่ฮัลค์อาละวาดจากหนัง The Incredible Hulk และค้อนเทพของ Thor ด้วยครับ ใครเป็นแฟน Marvel ที่ติดตามมาตลอดน่าจะสนุกตื่นเต้นไปกับอะไรเหล่านี้ได้

ก็ถือเป็นตอนต่อที่สนุกครับ ดูเพลิน ผมชอบในหลายๆ อย่างที่หนังใส่ลงมานะครับ นอกจากประเด็นเชื่อมกับฮีโร่คนอื่นๆ แล้ว ก็มีเรื่องพ่อลูกที่ผมว่าขมวดได้ดีนะ ปมที่โทนี่มีกับพ่อน่ะครับ แต่ขณะเดียวกันบางปมก็มาเร็วเคลมเร็วเกินไป อย่างเรื่องพิษในตัวของโทนี่ที่น่าจะมีอะไรลุ้นกว่านี้อีกนิดก่อนเรื่องจะคลี่คลาย หรือตอนตีกับวายร้ายก็เข้าอีหรอบภาคแรกครับ นั่นคือจบง่ายเกินไป วายร้ายสิ้นใจง่ายเกินเหตุ ซึ่งภาคแรกผมว่าง่ายแล้วนะครับ มาภาคนี้มันง่ายกว่าอ้ะ ยิ่งพี่ไอแวนนั่น ตอนแกตีกับโทนี่รอบแรกยังนานกว่าเลยน่ะครับ โธ่ นึกว่าภาคแรกจะมีการปรับปรุง ดันทำให้ห้วนกว่าเดิมซะอีกแน่ะ ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องราวมันเยอะจนต้องตัดฉากโน้นฉากนี่ให้มันสั้นหรือเปล่า อะไรๆ เลยห้วนขนาดนี้… แอบคิดว่าจริงๆ เพิ่มอีก 10 นาทีก็คงไม่เกินไปหรอกมั้ง

จัดว่าสนุกไม่ผิดหวัง แต่ถ้าเล่าเรื่องนำเสนอได้ถึงอารมณ์กว่านี้ รับรองว่าสุดยอด

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements