รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Rush (2013) อัดเต็มสปีด

rush-2013-movie-poster-12

Rush ถือเป็นหนังดราม่าแข่งรถที่ทำออกมาได้เข้มข้นและมันส์มากๆ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ขอยกให้เป็นหนังแข่งรถที่มันส์ที่สุดเท่าที่เคยดูมา

หนังจับเอาเค้าโครงเรื่องจริงของนักแข่งรถระดับตำนานในยุค 70 อย่าง เจมส์ ฮันท์ (Chris Hemsworth) และ นิคกี้ เลาด้า (Daniel Brühl) ที่ทั้งคู่ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะกันมาตลอด จนหลายคนยกให้พวกเขาเป็นคู่แข่งที่ฝีมือทัดเทียมกินกันไม่ลงมากที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์กีฬาความเร็ว

ผมชอบที่หนังนำเสนอมากๆ ครับ โดยหลักแล้วมันคือการเล่าในเชิงดราม่า ว่าชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะชีวิตคู่ หรือชีวิตส่วนตัว ซึ่งต้องยกนิ้วให้เหล่าดาราที่เล่นอย่างเทพ Hemsworth เหมาะมากๆ ในบทนักแข่งรถเจ้าเสน่ห์ที่หลงตัวเองนิดๆ เช่นเดียวกับ Brühl ที่ถ่ายทอดบทนิคกี้ เลาด้าได้สุดยอดจนน่าขนลุก

สำหรับผมหนังไม่น่าเบื่อเลยครับ น่าติดตามตลอด ช่วงดราม่าก็สนุกไปกับการดูดาราเล่นเข้าถึงบท บวกด้วยเนื้อหาที่น่าติดตาม เพราะทั้งเจมส์และนิคกี้ต่างก็มีปมชีวิตด้วยกันทั้งคู่ ครั้นพอถึงช่วงแข่งรถก็โคตรจะมันส์ คือมันลุ้นจริงๆ นะครับ ตื่นเต้น เร้าใจ ยิ่งบางสนามมันแข่งกันยากๆ มีอุปสรรคเยอะๆ ก็ยิ่งลุ้นว่าจะมีนักแข่งคนไหนเกิดอันตรายหรือไม่ เพราะตั้งแต่ต้นจนจบนั้น หนังจะฉายให้เห็นว่าเกือบทุกสนามจะต้องมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น คนขับถ้าไม่ตายก็ทุพพลภาพ เราเลยอดลุ้นไม่ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับ 2 ตัวเอกหรือไม่

ซึ่งพอดีผมไม่เคยรู้ประวัติของพวกเขามาก่อนครับ เลยไม่รู้ว่าใครเคยโดนอุบัติเหตุไหม และไปๆ มาๆ ความไม่รู้ของผมก็ยิ่งทำให้ผมติดหนังเรื่องนี้หนึบไปเลยครับ ลุ้นจริงๆ

แต่จุดที่ผมชอบกว่าคือสัมพันธภาพระหว่างเจมส์กับนิคกี้ ที่มีหลายระดับมากครับ แน่นอนว่าในระดับพื้นฐานแล้ว พวกเขาคือคู่แข่งที่หมายจะเอาชนะกัน แต่ขณะเดียวกันถ้ามองลึกๆ ก็จะพบว่าพวกเขานับถือกันอยู่ในที และเมื่อแข่งกันมากๆ เข้า รู้จักกันมากๆ เข้า ผ่านอะไรกันมามากๆ เข้า มันก็กลายเป็นมิตรภาพ

แต่มันไม่ใช่มิตรภาพแบบสนิทซี้ปึ้กหรือนัดไปกินข้าวกันบ่อยๆ นะครับ ทว่ามันเป็นมิตรภาพแบบอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ แม้ทั้งสองจะไม่เคยแสดงความสนิทออกสื่อ แต่พวกเขาก็แอบให้กำลังใจ แอบช่วยเหลือ (หรือกระทั่งแอบตั้นหน้านักข่าวที่ตั้งคำถามไม่สบอารมณ์อีกฝ่าย) มันเป็นมิตรภาพที่น่าสนใจและสวยงามไม่น้อยทีเดียว แล้วก็อย่างที่ผมย้ำเสมอครับ ดาราเล่นกันได้สุดยอดจริงๆ

ถือเป็นผลงานกำกับระดับท็อปฟอร์มอีกเรื่องของ Ron Howard (Apollo 13, Backdraft, Frost/Nixon, The Da Vinci Code และ Angels & Demons) ทุกอย่างลงตัวครับ เข้มข้น โทนภาพเจ๋ง เดินเรื่องน่าติดตาม ดูจบแล้วเต็มอิ่ม เรียกว่าความเด็ดนี่ไม่น้อยหน้า Frost/Nixon ก็ว่าได้

สาระในหนังก็อุดมครับ ไม่ว่าจะเรื่อง

+ คู่แข่งตัวจริงของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือตัวเราเองนี่แหละครับที่เราต้องหมั่นเอาชนะ ไม่ว่าจะชนะเราคนเก่า โดยการพัฒนาตนเองให้แซงหน้าเราคนเมื่อวาน หรือการชนะใจตนยามเรากำลังจะหลงทาง หรือหลงตัวเอง

+ หากเรามีคู่แข่งคนอื่น จงเปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นครู เรียนรู้จากคนผู้นั้นอยู่เสมอ หากเขามีมุมดี ก็มองแล้วนำมาพัฒนาตน หากเขามีมุมลบ ก็มองแล้วนำมาพัฒนาตนเช่นกัน

+ ชีวิตคนเราไม่แน่นอนครับ จะอยู่จะไปเมื่อไรก็ไม่รู้ ดังนั้นจงทำวันนี้ให้ดี ทำดีต่อกันให้มากเข้าไว้ ไม่ประมาทดีที่สุด

+ สำหรับนักข่าวทั้งหลาย แน่นอนว่างานของท่านคือการหาข่าว คือการถามไถ่ แต่บางคำถามหากถามไปแล้วทำร้ายจิตใจคนถูกถาม ก็ควรพิจารณาให้ดีว่าเราควรถามหรือไม่ (หรือถามตัวเอง ว่าถ้าเป็นเรา เราจะอยากฟังคำถามนี้ไหม)

ยอมรับว่าตอนดูรอบแรกผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังมากนักครับ รู้แค่ Ron Howard กำกับ และ Hemsworth นำแสดง ครั้นพอได้ดูนี่รู้สึกโดนจริงๆ และระหว่างดูก็ฟังดนตรีไป แม้จะไม่รู้ชื่อว่าใครทำดนตรี แต่พอได้ยินทำนองนี้ในใจผุดชื่อ Hans Zimmer ขึ้นมาเป็นเจ้าแรก เพราะจังหวะมันเร้า อารมณ์มันถึง และพอดูชื่อคอมโพเซอร์ก็พบว่าเป็น Zimmer จริงๆ

สรุปว่าเรื่องนี้ ของเขาดีจริงครับ เข้มข้นถึงใจจริงๆ

สามดาวครึ่งครับ
Star32
(8.5/10)