Action

Never Say Never Again (1983) พยัคฆ์เหนือพยัคฆ์

ผมเปิดประเด็นของหนังเรื่องนี้ไว้ตอนรีวิว Octopussy นะครับ ดังนั้นหากจะไม่กล่าวถึงให้เรียบร้อยก็คงไม่ครบองค์ประชุมเป็นแน่

สำหรับโครงการบอนด์ภาคนี้เป็นความตั้งใจของ Kevin McClory ที่อยากทำหนังบอนด์ออกมาในฐานะผู้ถือสิทธิ์ร่วมในนิยาย Thunderball ซึ่งเขามีแผนจะทำมาตั้งแต่ปี 1964 แล้วล่ะครับ ตอนนั้นถึงขั้นว่า McClory ไปเจรจากับ Richard Burton เพื่อให้มารับบทเป็นบอนด์ แล้วก็มีข่าวตามมาเป็นระลอกว่า McClory ยังไปติดต่อ Orson Welles ให้มาเป็นโบลเฟลด์, Trevor Howard ให้มาเป็น M และมอบเก้าอี้กำกับให้ Richard Attenborough

แต่ทางบริษัท EON ของ Albert R Broccoli ผู้ถือสิทธิ์หนังบอนด์และนิยายตอนอื่นๆ ก็ออกมาคัดค้านจนเรื่องถึงศาล ในที่สุดศาลก็ตัดสินว่า McClory มีสิทธิ์ทำหนังบอนด์ได้ แต่มีข้อแม้คือเนื้อหาต้องมาจากเรื่องราวใน Thunderball เท่านั้น กล่าวคือทำได้แค่รีเมคนั่นเองครับ ซึ่งกว่าจะได้ข้อสรุปนี้ คดีก็ล่วงเลยมาจนถึงยุค 80 แล้ว

พอคำตัดสินออกมาดังนั้น McClory ก็ยอมรับและเดินหน้าที่จะสร้างบอนด์ในแบบของตัวเองออกมา โดยเอาพล็อตจาก Thunderball มาเขียนบทรีเมคใหม่ และนำเอาเหล่าตัวละครในองค์กร SPECTRE กลับมาโลดแล่นบทแผ่นฟิล์มอีกครั้ง

McClory ได้ค่ายหนังใหญ่อย่าง Warner Bros. เป็นแบ็คอัพ ส่วนผู้อำนวยการสร้างก็คือ Jack Schwartzman สามีของ Talia Shire (น้องสาวของ Francis Ford Coppola ผู้กำกับ The Godfather) โดยมีความมุ่งหมายว่าถ้าหนังดังก็จะสร้างบอนด์ไปชนกับบอนด์ของ EON ทุกปี

1359652073

พอแผนสร้างออกมาเลยมีการทุ่มแบบเต็มที่ โดยไม้เด็ดคือไปเชิญ Sean Connery ให้กลับมารับบทเจมส์ บอนด์อีกครั้ง ซึ่งอันที่จริง Connery ก็สนใจจะกลับมาเป็นบอนด์ให้ McClory มานานพอสมควร เพราะทั้งสองเคยมีโอกาสได้คุยและร่วมกันเขียนบทหนังบอนด์ ชื่อว่า James Bond of the Secret Service

แต่ทว่าศาลไม่อนุญาตให้นำบทนั้นมาทำครับ โดยระบุลงมาชัดเจนว่าทำได้แค่รีเมค Thunderball เท่านั้น และแม้ผลจะออกมาเป็นเช่นนั้นแต่ Connery ก็ยังยืนกรานเล่นให้ ส่วนชื่อเรื่องก็มาจากเมื่อ 12 ปีก่อนหน้านี้ ตอน Connery คุยกับภรรยาว่าจะไม่เล่นเป็นบอนด์อีก ภรรยาเลยแซวกลับมาว่า “Never Say Never Again” Connery เลยเอามาตั้งเป็นชื่อตอนเพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาและแซวตัวเองไปในตัว

ด้านผู้กำกับก็มีการติดต่อ Richard Donner จาก The Omen (1976) และ Superman (1978) แต่เขาปฏิเสธ ต่อมาก็มีการทาบทามให้ Peter R. Hunt ผู้กำกับบอนด์ตอน On Her Majesty’s Secret Service แต่ Hunt ก็ปฏิเสธเช่นกันเนื่องจากเขาทำงานกับค่าย EON เป็นหลัก ดังนั้นขืนแหกค่ายไปทำหนังบอนด์ให้เจ้าอื่นก็อาจส่งผลต่ออนาคตของเขาได้

ทีมงานเลยหันไปหา Irvin Kershner แห่ง The Empire Strikes Back แทน แล้วรายนี้ก็เซย์เยสครับ และยังว่ากันว่า Coppola ได้ลงมามีส่วนช่วยทำหนังเรื่องนี้ด้วย (ก็น้องเขยอำนวยการสร้างนี่ครับ)

kinopoisk.ru

เมื่อเป็นงานรีเมก Never Say Never Again จึงมีพล็อตเดียวกับ Thunderball ตัวละครส่วนใหญ่ก็ชื่อเดิม ไม่ว่าบอนด์ หรือศัตรูตัวร้ายอย่างองค์การ SPECTRE ที่ประกอบด้วยโบลเฟลด์ (Max Von Sydow), ลาร์โก (Klaus Maria Brandauer) สมาชิกหมายเลข 1 ขององค์กร SPECTRE

ส่วนแม่สาวนักฆ่าฟิโอน่า วอลเป้ก็เปลี่ยนเป็น ฟาติมา บลัช (Barbara Carrera) สาวบอนด์ตอนนี้ก็ยังชื่อโดมิโน่ (Kim Basinger) ตามด้วยตัวละครประจำอย่าง M (Edward Fox), Q (Alec McCowen), มิสมันนี่เพนนี (Pamela Salem) และเฟลิกซ์ ไลเตอร์ (Bernie Casey) CIA ที่คอยช่วยบอนด์

เนื้อหาหลักๆ ก็เหมือนเดิมครับ ว่าด้วยช่วงตกอับขององค์กร SPECTRE ที่ต้องการสร้างรายได้ครั้งใหญ่จึงวางแผนขโมยหัวรบนิวเคลียร์สองลูกมาเพื่อเรียกค่าไถ่ชาติมหาอำนาจทั้งหลาย ร้อนถึงบอนด์ (Connery) ที่ต้องออกโรงพิทักษ์โลกอีกครั้ง

สไตล์ของ NSNA ถือว่าแตกต่างจากบอนด์ฉบับ EON อยู่หลายประการ นอกจากการแสดงของ Connery ที่ยังเป็นบอนด์เจ้าเก่าแล้ว องค์ประกอบอื่นจัดว่าเป็นอีกหนึ่งรสชาติ เช่นฉากบู๊ สไตล์การต่อสู้ก็เน้นแอ็กชันมือเปล่ามากขึ้น (ซึ่งทีมงานฝ่ายคิวบู๊ก็คือ Steven Seagal สมัยยังหนุ่ม) อารมณ์ขันก็เยอะสุดๆ และมีการแบ่งบทแบ่งฉากไปที่ตัวละครอื่นๆ มากขึ้น ไม่ได้มาโฟกัสอยู่กับบอนด์คนเดียว ทำให้คนที่ติดกับสูตรบอนด์แบบเดิมๆ อาจรู้สึกว่า NSNA ดูเป็นหนังสายลับที่มีบอนด์มาร่วมแสดง มากกว่าจะเป็นหนังบอนด์โดยตรง

1359654799

กระแสตอบรับของผู้ชมก็อยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางบวก ซึ่งสำหรับผมแล้ว บอนด์ตอนนี้ก็ยังดูได้แบบสนุกๆ ครับ เหล่าดาราแสดงกันได้ลื่นไหล โลเกชั่นก็ไม่เลว โดยเฉพาะฉากถ้ำใต้น้ำที่ดูสวยงามและลึกลับกำลังดี เรียกว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างของหนังบอนด์นอกทำเนียบตอนนี้เลยก็ว่าได้ สำหรับฉากใต้น้ำที่สวยงามเหมือนอยู่ใต้ทะเลจริงๆ แบบนั้น

อีกฉากที่น่าจดจำก็คือการแข่งเกมส์คอมพิวเตอร์ระหว่างบอนด์และลาร์โกที่สร้างอารมณ์ลุ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

แต่ถ้าว่ากันถึงการเดินเรื่องและความน่าติดตามแล้ว NSNA ยังไม่เด็ดขาดเท่าบอนด์ของ EON โดยเฉพาะตอน Octopussy ที่มีเนื้อหาเข้มข้นมากกว่า ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อจำกัดที่น่าเห็นใจครับ ในเมื่อทีมงานต้องทำหนังบอนด์ตอนพล็อตเดิม ไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรใหม่มากได้ เลยทำให้ผลที่ได้ออกมาดูยั้งๆ ไม่เต็มที่

ยอมรับว่าอยากรู้นะครับ ว่าถ้า McClory ทำหนังบอนด์ในแบบของตัวเองจริงๆ โดยไม่ใช้พล็อตเดิมแล้ว ผลจะออกมาดีกว่านี้หรือไม่

ด้านรายได้ NSNA แพ้ Octopussy อยู่นิดหน่อย ได้มา $160 จากทั่วโลก แต่กระนั้น McClory ก็ไม่ได้สร้างบอนด์ตามออกมาอีก เนื่องจากตัวเลขที่ได้ยังถือว่าไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร และนอกจากนี้การจะสร้างบอนด์ตอนใหม่โดยอิงพล็อตเดิมๆ อีก ก็อาจไม่ได้รับความสนใจจากคนดูก็ได้ ทำให้ NSNA เป็นบอนด์นอกทำเนียบเพียงตอนเดียวไป

1359654836

สองสิ่งที่น่าจดจำมากๆ สำหรับบอนด์ตอนนี้ คือ ความเซ็กซี่ของ Basinger กับบทสมทบชื่อ ไนเจล ที่คนดูยังจำท่าทางบ๊องส์ๆ ของเขาในฐานะ ผู้ประสานงานช่วยบอนด์ได้อย่างดี บทนี้แสดงโดยดาราโนเนมในตอนนั้น … ดาราที่ว่าคือ Rowan Atkinson

สองดาวกว่าๆ ใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

โฆษณา