พล็อตของ Murder at 1600 นี่สรุปได้ง่ายๆ จากชื่อเรื่องเลยครับ นั่นคือมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นที่บ้านเลขที่ 1600 ซึ่งเรื่องมันก็คงจะไม่ใหญ่โตหรอกครับ หากไม่พอดีว่า บ้านเลขที่ 1600 นั้นคือที่ตั้งของทำเนียบขาว ที่พำนักของท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา!
พล็อตของ Murder at 1600 นี่สรุปได้ง่ายๆ จากชื่อเรื่องเลยครับ นั่นคือมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นที่บ้านเลขที่ 1600 ซึ่งเรื่องมันก็คงจะไม่ใหญ่โตหรอกครับ หากไม่พอดีว่า บ้านเลขที่ 1600 นั้นคือที่ตั้งของทำเนียบขาว ที่พำนักของท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา!
หนังบู๊แนวคู่หูอีกแล้วครับ แต่เนื้อเรื่องมีดัดแปลงให้มันแตกต่างออกไปหน่อย Wesley Snipes กับ Woody Harrelson รับบท จอห์น กับ ชาร์ลี ที่มีหน้าที่เฝ้าระวังความเรียบร้อยในสถานีรถไฟใต้ดิน สถานีคลองเตย (เอ้ย ไม่ใช่)
ชื่อหนังนับว่าน่าสนใจนะครับ เพราะ The Art of War ในภาษาฝรั่งหมายถึงกลยุทธพิชัยสงครามอันลือลั่นของซุนวู ที่มาของหนังก็เนื่องด้วยความชื่นชอบในกลยุทธซุนวูนี่แหละ
ผู้ตรวจการสหรัฐพีท เนสซิป (Wesley Snipes) ได้รับมอบหมายให้ไปตามล่าอดีต DEA ไท มอนครีฟ (Gary Busey) ที่ผันตัวไปทำเรื่องชั่วช้าเสียเอง โดยงานนี้พีทต้องแทรกซึมไปในหมู่นักโดดร่มมือฉมัง นำโดย เจสซี่ ครอสแมน (Yancy Butler) เพื่อหาทางตามแผนโจรกรรมเหนือฟ้าของไทให้ทัน
หนัง Action ล้ำอนาคตเรื่องของ จอห์น สปาร์ตัน (Sylvester Stallone) นายตำรวจจอมระห่ำที่โดนลงโทษโดยการเข้าคุกไครโอเจนิก (คุกแช่แข็งน่ะครับ) เนื่องจากทำงานผิดพลาด อันส่งผลให้ตัวประกันที่โดนไซม่อน ฟีนิกซ์ (Wesley Snipes) จอมวายร้ายจับไปตายทั้งหมด
หนัง Action สุดมันส์ พลิกความคาดหมาย(แย่ๆ)ของผมอีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องของจอห์น คัตเตอร์ (Wesley Snipes) อดีตตำรวจที่ต้องมาเผชิญกับวายร้ายจอมโรคจิต ชาร์ลส เรน (Bruce Payne) ที่ยึดเครื่องบินทั้งลำเอาไว้ จอห์นจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะกำจัดมันและขณะเดียวกัน เขาต้องช่วยผู้โดยสารอีกนับร้อยชีวิตด้วย
นี่คือภาคต่อของ The Fugitive ครับ … เปล่า ดร.คิมเบิ้ลแกไม่ได้โดนหาว่าไปฆ่าใครอีกหรอก แต่หนังจับเอาเรื่องของ แซมมวล เจอราร์ด (Tommy Lee Jones) ผู้ตรวจการสหรัฐที่กัดไม่ปล่อยคนเดิม ให้กลับมาเจอกับนักโทษหลบหนีรายใหม่ เขาผู้นั้นคือ มาร์ค เชอริแดน (Wesley Snipes) ชายผิวดำที่ต้องคดีฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ยูเอ็น ซึ่งแน่นอนว่าแซมก็ตามไม่หยุดล่ะครับ แต่ยิ่งที่แกตามเท่าไร ก็ยิ่งพบเงื่อนงำลึกลับในคดีนี้มากขึ้นเท่านั้น
ภาคล่าสุดและคงจะเป็นตอนสุดท้ายแล้วของเบลด (Wesley Snipes) แวมไพร์ครึ่งคนที่คอยไล่ล่าเหล่าแวมไพร์
ภาคต่อของเบลด (Wesley Snipes) คราวนี้เหล่าแวมไพร์ได้มาขอสงบศึกชั่วคราวกับเขา เพราะตอนนี้ได้มีแวมไพร์พันธุ์ใหม่ที่ร้ายกาจกว่าและไล่ฆ่าทั้งคนและแวมไพ ร์ไปทั่ว แต่งานนี้ยังมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น
ฮีโร่คนต่อมาคือเขาผู้นี้ เบลด (Wesley Snipes) คนครึ่งแวมไพร์ที่ทำหน้าที่ไล่สังหารแวมไพร์ชั่วร้ายทั่วหล้า โดยเบลดมี อับราฮัม วิสเลอร์ (Kris Kristofferson) เป็นผู้ช่วย และครั้งนี้ศัตรูของเบลด คือ ดีคอน ฟรอสต์ (Stephen Dorff) แวมไพร์เลือดร้อนที่ต้องการจะรวบอำนาจแห่งอาณาจักรแวมไพร์ทั้งหมดมาเป็นของ ตนเพียงผู้เดียวแล้วหลังจากนั้นมันก็จะครองโลกต่อ งานนี้เบลดต้องฆ่ามันสถานเดียว