เฟลิกซ์ เฮ ลา พินญ่า (John Leguizamo) ทำงานเป็นคนขับรถหุ้มเกราะที่คอยขนเงินตามจุดต่างๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีโจรมาปล้นครับ ผลลงเอยก็คือเฟลิกซ์โดนยังเข้าที่หัว
เฟลิกซ์ เฮ ลา พินญ่า (John Leguizamo) ทำงานเป็นคนขับรถหุ้มเกราะที่คอยขนเงินตามจุดต่างๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีโจรมาปล้นครับ ผลลงเอยก็คือเฟลิกซ์โดนยังเข้าที่หัว
ดีแลน ฟอร์เรสเตอร์ (Scott Eastwood) อดีตหน่วยรบซีลผู้มีปัญหาทางจิตได้ตัดสินใจแหกทัณฑ์บนไปงานศพน้องชายที่เกาะการ์เดี้ยน แล้วที่นั่นก็ดันมีผู้ร้ายกลุ่มหนึ่งบุกไปจับคนในงานเพื่อตามหาอะไรบางอย่างที่น้องของดีแลนซ่อนไว้ เขาเลยต้องหาทางช่วยผู้คน รวมถึงไขปริศนาว่าน้องชายซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่
หน้าหนังดูเป็นเกรดรอง แต่เนื้อในนับว่าใช้ได้เลยครับ ใครชอบหนังแนวดราม่าทริลเลอร์ก็น่าจะโออยู่
ส่วนตัวมองว่าถ้าหนังจบลงในภาค 7 น่าจะเป็นอะไรที่พอดีและสวยงามครับ แต่ในเมื่อเขาทำออกมาเราก็มีหน้าที่ตามดูไปน่ะนะครับ นี่ก็ไปเข้าไป 10 ภาคแล้ว ไหนจะภาคแยกอีก แล้วก็รอดูภาค 11 กันต่อไปเพราะหนังจบแบบทิ้งท้ายให้เราตามดูต่ออีก
ถ้าดูจากผลลัพธ์แล้ว Morbius ถือเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เดินตามสูตรจนออกมาธรรมดามากๆ ครับ ชนิดที่หนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Superman ภาคแรกที่เก่ากว่า 40 ปีมาแล้วยังดูมีอะไรมากกว่า
ดู Fast & Furious 9 ด้วยใจไร้คาดหวังตามเคยครับ ว่าตามจริงคือผมไม่ถึงกับเป็นแฟนหนังชุดนี้ คือดูทุกภาคได้แบบเพลินๆ มาชอบมากหน่อยก็ภาค 5 และ 6 ต่อด้วย 7
ผจญภัยกันต่อเป็นคำรบ 2 ครับ กับ The Christmas Chronicles Part Two ที่เคต (Darby Camp) ตัวเอกจากภาคแรกกลับมาผจญภัยเพื่อกอบกู้วันคริสต์มาสอีกครั้ง
Jason Statham ถือเป็น Arnold หรือ Sylvester Stallone แห่งยุคใหม่ครับ ชะตากรรมแกไปได้ไกลว่า Steven Seagal เยอะ ส่วนหนึ่งเพราะแกเลือกเล่นหนังครับ แม้บทจะซ้ำๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่ดูสนุกเพลิน ไม่ค่อยผิดหวัง
ดูตัวอย่างแล้วก็เตรียมใจเข้าไปเสพความเว่อร์วังแบบเต็มขั้นครับ ยิ่งทุนสร้างตั้ง $250 ล้าน มันก็ต้องจัดเต็มแอ็กชันและฉากทำลายล้างแบบระเบิดระเบ้อแน่นอน (พูดถึงรายได้ ตอนนี้ทั่วโลกโกยไปแล้ว $531 ล้าน ถึงจุดคุ้มทุนแล้วครับ ไม่เกินสัปดาห์นี้ก็จะได้งบโฆษณาคืน และเข้าสู่โซนกำไรแน่นอน)
ฉากที่ผมอยากดูที่สุดใน Fast and Furious 7 คือฉากสรุปส่งท้ายบทของ Paul Walker ครับ