เจน (Elisabeth Shue) นักศึกษาด้านสัตววิทยาตัดสินใจรับงานเป็นผู้ช่วยนักวานรวิทยา ดร. สตีเวน ฟิลลิป (Terence Stamp) โดยการไปช่วยวิจัยและดูแลบ้านให้ ซึ่งที่นั่นเธอก็ได้พบกับลิงค์ ลิงที่ทำหน้าที่เสมือนพ่อบ้าน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสยองครับ
เจน (Elisabeth Shue) นักศึกษาด้านสัตววิทยาตัดสินใจรับงานเป็นผู้ช่วยนักวานรวิทยา ดร. สตีเวน ฟิลลิป (Terence Stamp) โดยการไปช่วยวิจัยและดูแลบ้านให้ ซึ่งที่นั่นเธอก็ได้พบกับลิงค์ ลิงที่ทำหน้าที่เสมือนพ่อบ้าน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสยองครับ
หนังสร้างจากเรื่องจริงครับ ว่าด้วยปฏิบัติการลอบสังหารอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยผู้นำของแผนนี้คือ พันเอกเคลาส์ ฟ็อน ชเตาเฟินแบร์ค (Tom Cruise) ทหารเยอรมันที่ตระหนักว่าการกระทำของฮิตเลอร์นั้นชักจะล้ำเส้นมากขึ้นทุกขณะ เขาเลยร่วมมือกับเหล่านายทหารที่เห็นด้วยในทิศทางเดียวกันในการหาทางกำจัดฮิตเลอร์และยึดอำนาจมา เพื่อที่จะได้หาทางติดต่อเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ลง
เวสลี่ย์ กิ๊บสัน (James McAvoy) ผู้จัดการบัญชีธรรมดาๆ ที่ใช้ชีวิตแบบเช็งๆ ไปวันๆ แต่อยู่มาวันหนึ่งเขาก็ได้พบกับสาวลึกลับนามว่าฟ็อกซ์ (Angelina Jolie) ที่ทำให้เขารู้ว่าจริงๆ แล้วเขามีทักษะยอดมือสังหารซ่อนอยู่ในตัว จากนั้นเวสลี่ย์ก็ได้เข้าสู่องค์กรมือสังหารที่นำโดยสโลน (Morgan Freeman) และเขายังได้รู้ว่าพ่อของเขาโดนมือสังหารที่ชื่อครอสส์ (Thomas Kretschmann) ฆ่าตาย เวสลี่ย์เลยตั้งมั่นที่จะไล่ล่าครอสส์ – เล่าประมาณนี้ครับ ที่เหลือไปดูกัน
หนังประเภทฉีกชะตาท้าลิขิตนี่ขอให้บอกครับ ผมนี่ชอบอยู่แล้ว อย่างเรื่องนี้ก็ถือว่าสนุกเข้าท่าจนผมยินดีที่จะเอามาดูซ้ำยามว่างครับ ซึ่งตอนดูซ้ำก็ยังสนุกอยู่
เอา The Haunted Mansion มาดูอีกรอบก่อนดูฉบับใหม่ครับ ซึ่งผมเคยดูเรื่องนี้แค่รอบเดียวเมื่อตอนออกแผ่นใหม่ๆ พอนับเวลาก็ตกใจอยู่เหมือนกันครับ เพราะมัน 20 ปีล่วงมาแล้ว… โอ้ว หนังเรื่องนี้ 2 ทศวรรษมาแล้วหรือนี่
ว่าตามจริง Last Night in Soho คือหนังแนวตามสืบคดีฆาตกรรมและหาตัวฆาตกรแบบที่เราเคยเห็นกันมานักต่อนักแล้วนะครับ แต่จุดที่ทำให้หนังมีความสดขึ้นมาหน่อยก็คือลีลาลูกเล่นในการเล่าเรื่องและการนำเสนอของผู้กำกับ Edgar Wright
ผมมานั่งดู Murder Mystery อีกรอบเพื่อต้อนรับภาค 2 ครับ เอาเข้าจริงตอนดูรอบแรกนี่ผมเฉยๆ นะ แต่กลายเป็นว่าพอดูอีกรอบกลับรู้สึกเพลินมากขึ้น ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็น่าจะเพราะดูแบบพากย์ไทยนี่แหละครับ (รอบแรกจำได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีแบบพากย์ไทยครับ)
ตามปกติหนังดราม่าจะให้คนซึมลึกไปกับเหตุการณ์และสิ่งที่ตัวละครรู้สึก วางพล็อตเตรียมฉากต่างๆ ร้อยเรียงนำพาอารมณ์คนดูไปยังทิศทางที่คนทำต้องการ… แต่หนังดราม่าสไตล์ป๋า Tim Burton ไม่ใช่อะไรแบบนั้นครับ
ถ้ามองถึงประเด็นที่หนังนำมาเล่านั้น ต้องบอกว่ามีความน่าสนใจทีเดียวครับ เพราะไม่ค่อยเห็นเขาเอามาเล่ากันสักเท่าไร ทั้งที่เหตุการณ์นี้ก็เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ไม่แพ้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเลย
ผมทำใจล่วงหน้าก่อนเข้าโรงแล้วว่าหนังของพี่ Jim Carrey เรื่องนี้คงไม่ฮาแตกเท่าสมัยเล่น Dumb and Dumber, Liar Liar หรือ Bruce Almighty พอดูจบก็พบคำตอบว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ แหละครับ หนังขำบ้างแต่ก็ไม่มาก จึงขอสาธยายแจ้งไว้ในย่อหน้าแรกเลยนะครับว่าอย่าดูโดยคาดหวังความขำ