ถ้าเผอิญผมเดินไปเจอยักษ์จีนนี่ในตะเกียงแล้วขอพรได้ 3 ประการล่ะก็ พรหนึ่งในนั้นผมจะขอให้พี่ Nicolas Cage แกมีโอกาสกลับมาเล่นหนังดีๆ และน่าจดจำแบบสมัยก่อนครับ
ถ้าเผอิญผมเดินไปเจอยักษ์จีนนี่ในตะเกียงแล้วขอพรได้ 3 ประการล่ะก็ พรหนึ่งในนั้นผมจะขอให้พี่ Nicolas Cage แกมีโอกาสกลับมาเล่นหนังดีๆ และน่าจดจำแบบสมัยก่อนครับ
พูดก็พูดครับว่าผมรอการคืนชีพของพี่ Nicolas Cage อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันครับ รออยู่ว่า National Treasure ภาค 3 จะเป็นจริงเมื่อไร เพราะข่าวก็มาๆ หายๆ ยังไม่ชัวร์สักที แล้วตอนนี้ Jon Turteltaub ยังหนีไปกำกับ Meg อีก ก็คงต้องรอกันเง่กเลยล่ะครับ (ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนผู้กำกับเท่านั้นแหละ)
บอกตรงๆ ว่าก่อนจะดูหนังเรื่องนี้ผมพยายามสะกดจิตตัวเองอยู่พอสมควรนะครับ พยายามบอกตัวเองว่าหนังที่พี่ Nicolas Cage นำแสดง แล้วมีฉากหลังเป็นเมืองลาสเวกัสน่ะ มักจะออกมาเวิร์ก ไม่มากก็น้อย (พยายามน่าดูเลยแฮะ 555)
บีแมน (Nicolas Cage) และ เฟลสัน (Ron Perlman) สองนักรบครูเสดที่ตัดสินใจออกจากการรบที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่าเพื่อกลับบ้านเกิด แต่พอเขาไปถึงก็พบว่าเมืองเต็มไปด้วยโรคระบาด ซึ่งชาวเมืองเชื่อกันว่าเป็นเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง (Claire Foy) ที่เป็นแม่มด
Left Behind ทำเอาผมอ้าปากค้างไปพอสมควร คือไม่นึกว่าหนังจะออกมาธรรมดาเกินคาดหมายขนาดนี้
หนังติดทำเนียบ “ต้องดู” ประจำปีสำหรับผมมาตั้งนานแล้วครับ เหตุผลสำคัญคือมันกำกับโดย Alex Proyas แห่ง The Crow, Dark City และ I, Robot เรียกว่าทำหนังได้อร่อยเหาะมาหลายเรื่องติดๆ กัน ก็เลยวางใจครับ
Andrew Niccol นอกจากจะกำกับ Gattaca ไว้อย่างน่าจดจำแล้ว เขายังมีผลงานดีๆ อย่าง Lord of War อีกเรื่องครับ
หนังโรงหลายเรื่องที่ผมดูแล้วก็เอาแต่เก็บเงียบไม่ยอมมารีวิวซะที แต่พอดีช่วงนี้ปะเหมาะครับ เลยจะค่อยๆ ทยอยเริ่มจากหนัง 3D เรื่องนี้
ผมเคยรีวิวหนังต้นฉบับเอาไว้นะครับ ซึ่งเรื่องนั้นถือเป็นหนังลึกลับ สืบสวน ระทึกขวัญที่ทำได้เด็ดมากเรื่องหนึ่ง จนพอเข้าใจล่ะครับหากมีคนคิดจะเอามาทำใหม่ คงเพราะดูฉบับแรกแล้วชอบนั่นแหละ เลยอยากเอามารีเมคปรับโน่นนี่ให้เข้ากับสมัย
National Treasure: Book of Secrets ถือเป็นภาคต่อที่อร่อยคล่องคอไม่แพ้ภาคแรก