ผมว่าคนที่จะเพลินไปกับ A Million Ways to Die in the West นั้นต้องคุ้นกับมุขฮาแดกดัน+จิกกัด+เสียดสีสไตล์ Seth MacFarlane มาพอสมควรครับ
ผมว่าคนที่จะเพลินไปกับ A Million Ways to Die in the West นั้นต้องคุ้นกับมุขฮาแดกดัน+จิกกัด+เสียดสีสไตล์ Seth MacFarlane มาพอสมควรครับ
ผมไม่แน่ใจนะครับว่า The Chronicles of Narnia จะทำออกมาได้ครบเจ็ดเล่มตามหนังสือหรือไม่ เพราะเนื้อหามันก็จะค่อยๆ มีความหนักขึ้นตามลำดับ ยิ่งภาคสุดท้ายนี่คนทำต้องใช้กำลังภายในเยอะทีเดียว ที่จะสร้างมันออกมาให้กลมกล่อม เต็มอิ่มทางความรู้สึกและสรุปเรื่องราวอย่างบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น แต่นั่นก็เป็นเรื่องของอนาคตครับ มาว่ากันถึงปัจจุบันดีกว่า เพราะบัดนี้ตำนานแห่งนาร์เนียได้เข้าล่วงเข้าสู่บทที่สองแล้ว
ผมเพิ่งมานึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้เขียนถึง Narnia ภาคแรกเลยนี่หน่า แต่ดูภาคสองแล้วนะครับ ก็สนุกดีไว้จะมาเล่าตามระเบียบ ตอนนี้ขอย้อนไปที่ภาคแรกหน่อย จะได้ครบๆ
ถือเป็นภาคต่อที่มีอะไรโอเคกว่าภาคแรกในหลายๆ ส่วน
Clash of the Titans ถือเป็นหนังที่ดูเพื่อเสพความบันเทิงเป็นสรณะ
เด็กวัยรุ่นจำนวนไม่น้อย มีคำถามหนึ่งโผล่ขึ้นมาในสมอง ยามที่อารมณ์แปรปรวนหนักๆ หรือไม่ก็ยามที่เกิดเรื่องขัดใจกับพ่อแม่… สงสัยว่าพ่อแม่รักเราจริงหรือเปล่า?
ราวๆ เดือนก่อนมีคนขอให้แนะนำหนังที่มีพระเอกเก่งๆ, มีการหักเหลี่ยม, มีการหลบหนีแบบใช้สมอง ฯลฯ จึงอยากบอกว่าเรื่องนี้ตอบโจทย์เหล่านั้นได้ในระดับน่าพอใจเลยครับ
ถือเป็นหนังแอ็กชันที่ดูเพื่อความมันส์เป็นหลักครับ พล็อตสร้างมาจากเกมกระดานสุดฮิตว่าด้วยกองทัพเอเลี่ยนเปิดสงครามกับมนุษย์โลกโดยมีทะเลเป็นสมรภูมิ และพระเอกของเราอย่างอเล็กซ์ ฮ็อปเปอร์ (Taylor Kitsch) ก็ต้องรับบบทฮีโร่ในการรับมือกับพวกมัน
ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมบังเกิดความรู้สึก 2 อย่างพร้อมๆ กัน อย่างแรกคือดูได้สนุกเพลินดี ตามสไตล์หนังบู๊ที่มี Liam Neeson มาแสดงนำ ส่วนอีกอย่างก็คือ อดรู้สึกไม่ได้ว่าบทหนังมันมีช่องโหว่เยอะจัง
Steve Martin รับบท โจนัส ไนทิงเกล ชายหนุ่มผู้มีความสามารถทางการพูดอย่างสุดยอด เขาสามารถเกลี้ยกล่อมคนให้เชื่อคำเขาได้ และงานของเขาคือตระเวนไปทั่วอเมริกา อ้างว่าตนคือผู้วิเศษ มีอำนาจมหาศาลในการรักษาโรคได้ หลอกเงินผู้คน แต่เมื่อเขาเดินทางมาถึงเมืองๆ หนึ่ง เขากลับได้พบกับคนและเหตุการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล