ถ้าใครอยากมันส์แบบเบาสมอง ไม่เน้นเหตุผลอะไรมากมาย ก็จัดเรื่องนี้ได้เลยครับ
ถ้าใครอยากมันส์แบบเบาสมอง ไม่เน้นเหตุผลอะไรมากมาย ก็จัดเรื่องนี้ได้เลยครับ
Dwayne Johnson รับบทอดีตนักโทษที่พอออกจากคุกมาได้ก็เดินหน้าไล่ฆ่าล้างแค้นคนที่เคยทำร้ายเขาเอาไว้
แลร์รี่ เดลี่ย์ (Ben Stiller) ได้งานเป็นยามกะดึกที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติครับ จริงๆ มันควรเป็นงานง่ายๆ แค่เดินตรวจตรารอบๆ ก็น่าจะเสร็จ แต่เผอิญว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ดันไม่เหมือนใคร เพราะทุกสิ่งจะมีชีวิตขึ้นมาในยามค่ำคืน งานนี้ชีวิตแลร์รี่เลยว้าวุ่นแบบไม่ทันตั้งตัวครับ
ตอนดู Gunpowder Milkshake ผมว่าน่าดูทีเดียวครับ ครั้นพอได้ดูจริงๆ ก็รู้สึกกลางๆ ค่อนไปทางนิ่งแบบพลิกความคาดหมายอยู่เหมือนกัน
ก่อนพบกับรีวิวยาวๆ ตามแบบฉบับ เรามาเจอะเจอรีวิวสั้นๆ กันหน่อยดีไหมครับ เพื่อประหยัดเวลาสำหรับคนที่อยากบริโภครีวิวแบบ Fast Read อ่านปุ๊บตัดสินใจปั๊บได้เลยว่าจะดูไม่ดู ก็ขอเข้าเรื่องแบบตรงประเด็นเลยนะครับ
จริงๆ หนังเรื่องนี้มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยครับ เพียงแต่ความสดใหม่อาจไม่ถึงกับมากมาย ส่วนหนึ่งก็เพราะหนังมาหลัง The Martian ที่ว่าด้วยดาวอังคารเหมือนกัน และธีมเรื่องยังดูใหญ่กว่าด้วย (แม้จะคนละแนวกันก็ตาม)
ดูหนังเรื่องนี้แล้วผมอุทานเลยว่า “แม่เจ้าโว้ย!” เพราะหนังทำออกมาเวิร์กเลยครับ แม้จะเป็นหนังลง Netflix แต่มันทำออกมาได้ดี น่าติดตาม สำหรับผมนี่ถือว่ามันสมการรอคอยเลยทีเดียว
ตัวอย่างน่าสนใจนะครับ คนกำกับก็ใช่ว่าจะธรรมดา เขาคือ David S. Goyer ที่แม้จะเคยเปิดตัวอย่างไม่ค่อยสวยนักใน Blade: Trinity แต่พี่แกก็แสดงศักยภาพการปั่นเรื่องราวใน The Dark Knight ออกมาได้เฉียบขาด ก็เลยหวังไว้นิดๆ ว่างานนี้แกน่าจะกลับมาสร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะผู้กำกับได้… แต่ดูเหมือนจะยังแฮะ
สำหรับผมแล้ว Michael เป็นหนังที่แปลกครับ คือดูแล้วมันไม่ได้ชอบอะไรมาก รสชาติหนังก็ยังไม่กลมกล่อมนัก แต่ดูๆ ไปก็ไม่น่าเบื่อนะครับ อันที่จริงคือดูได้เพลินในระดับหนึ่งเลยล่ะ
แนวคิดเรื่องมิติคู่ขนานนั้นผมก็คุ้นเคยมานานแล้วล่ะนะครับ ซีรี่ส์ที่ทำให้ผมคุ้นเคยแนวคิดนี้ก็คือ Sliders ที่เหล่าตัวเอกต้องเดินทางข้ามมิติคู่ขนาน หาทางกลับมิติดั้งเดิมที่ตัวเองอยู่ ก็เลยต้องไปเผชิญกับโลกในมิติอื่นๆ ซึ่งมีทั้งที่ปกติและแปลกกว่าโลกมนุษย์เดิมที่พวกเขาเคยอยู่