พอมาลองนึกๆ ดูแล้ว ผมว่าผมจำ Clive Owen ได้แบบแม่นๆ จากบทอาร์เธอร์ใน King Arthur ครับ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ห่างหายจากบทอัศวินทำนองนี้ไปเลย จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี่นี่แหละ
พอมาลองนึกๆ ดูแล้ว ผมว่าผมจำ Clive Owen ได้แบบแม่นๆ จากบทอาร์เธอร์ใน King Arthur ครับ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ห่างหายจากบทอัศวินทำนองนี้ไปเลย จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี่นี่แหละ
Committed เป็นหนังที่ชวนให้นึกถึง Before Sunrise กับ Before We Go ครับ เรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง (Orestes Sophocleous) ที่กำลังจะไปขอแฟนแต่งงาน แต่ใจจริงเขายังไม่อยากแต่งครับ แต่โดนหลายๆ อย่างกดดันให้จำต้องทำ
ตอนดูภาคนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ไม่เคยคิดเหมือนกันว่ามันจะมีตอนต่อโผล่ออกมาจนถึงตอนนี้ก็ภาค 6 เข้าไปแล้ว
หนังเรื่องนี้จัดไปร่วมขบวนกับ Taken ได้เลยครับ ตัวเอกคือ คาร์ล่า (Halle Berry) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่จู่ๆ ลูกชายก็โดนลักพาตัวไป เธอเลยไล่ล่าพวกมันแบบสุดชีวิต และพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวลูกของเธอคืนมา
เข้าไปดูแบบกึ่งรู้กึ่งไม่รู้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ครับ ที่ว่ารู้คือ รู้ว่า Teresa Palmer แสดง ซึ่งผมก็พร้อมตามไปเชียร์ผลงานเธอเสมอ (555) และก็รู้นิดๆ หน่อยๆ ว่าหนังน่าจะออกแนวไซไฟ เกี่ยวกับเรื่องเวลาอะไรประมาณนั้น
ผมมองหนังเรื่องนี้ใน 2 มุมครับ มุมแรกคือมองในเชิงหนังตลกล้อเลียน ซึ่งดูก็รู้ครับว่าหนังจงใจทำออกมาล้อ The Omen แหงมๆ ส่วนอีกมุมก็คือมุมสาระที่ชวนให้สะกิดใจสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ (ทั้งพ่อแม่แท้และพ่อแม่เลี้ยงน่ะครับ)
สำนวนภาษาอังกฤษที่ผมชอบมากอันหนึ่งคือ put oneself in someone’s shoes แปลตามศัพท์คือ “ใครบางคนลองไปใส่รองเท้าของอีกคน” ซึ่งความหมายก็ประมาณว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือลองไปยืนในมุม/จุดที่คนอื่นเขาอยู่ดู
หนังเอาฮาที่ดูได้เรื่อยๆ ครับ อาจไม่ได้สุดยอด ไม่ได้ฮาแตกตลอดเรื่อง ว่ากันจริงๆ คือมีช่วงช้าๆ อืดๆ บ้าง แต่ว่ากันโดยรวมแล้วก็ไม่ได้แย่แต่อย่างใด ดูเอาสนุกแก้ขัดได้น่ะครับ
ยุคสมัยเดินไปข้างหน้า ทุกสิ่งมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ ^_^ ประโยคเปิดมาอาจดูไม่เข้ากับหน้าหนังน่ะนะครับ เพราะหนังมันแนวตลก แต่เปิดมาซะสัจธรรมเชียว 555
ผมนั้นชอบดูหนังโรแมนติกครับ และรู้สึกได้ว่าทุกวันนี้มีหนังรักเข้าโรงน้อยลงเรื่อยๆ อาจเพราะกระแสที่เปลี่ยนไป หรือไม่ก็ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ทำให้ส่วนใหญ่หนังรักแบบเดิมๆ ก็เหลือให้ดูแค่ที่ Hallmark เป็นหลัก