A Perfect Pairing ถือเป็นหนังรักโรแมนติกที่ดูได้เพลินๆ ดีครับ รสชาติกลมกล่อมพอเหมาะ อาจไม่ได้ยอดเยี่ยมมากมาย แต่จัดว่าตอบโจทย์สำหรับหนังแนวนี้ได้ดีโอเคพอสมควร
A Perfect Pairing ถือเป็นหนังรักโรแมนติกที่ดูได้เพลินๆ ดีครับ รสชาติกลมกล่อมพอเหมาะ อาจไม่ได้ยอดเยี่ยมมากมาย แต่จัดว่าตอบโจทย์สำหรับหนังแนวนี้ได้ดีโอเคพอสมควร
ทันทีที่ End Credits ของ Scream ภาคนี้โผล่ขึ้นมา ผมก็ค่อยๆ ถามตัวเองว่า “เราชอบภาคนี้ไหมเนี่ย?”
Love Song หรืออีกชื่อว่า Country at Heart เป็นอีกหนึ่งหนังรักดูสบายจาก Hallmark เช่นเคยครับ
Love Under the Olive Tree หนังรักโรแมนติกเบาๆ ที่มาพร้อมบรรยากาศสวยๆ สไตล์ Hallmark ครับ
The Lost City เรื่องนี้ตั้งใจจะดูเพื่อผ่อนคลายเลยครับ ไม่คาดหวังอะไรมาก ขอเพียงดูสนุกเพลินก็พอ แล้วผลที่ได้ก็ตามนั้นครับ
ความรู้สึกที่ผมมีต่อ Uncharted อยู่ในระดับไล่ๆ กับ Tomb Raider เวอร์ชั่น Alicia Vikander และอาจจะมากกว่า Tomb Raider เวอร์ชั่น Angelina Jolie ทั้ง 2 ภาคอยู่สักหน่อย… ว่าง่ายๆ คือดูได้เรื่อยๆ แต่ยังไม่โดนใจแบบเต็มๆ น่ะครับ
แม้จะใช้ชื่อว่า Shock Wave 2 และได้เฮียหลิวเต๋อหัวกับผู้กำกับ Herman Yau อีกทั้งดาราหน้าเดิมบางส่วนกลับมาร่วมงานกันก็ตาม แต่เนื้อเรื่องในภาคนี้กับภาคแรกไม่ได้เกี่ยวข้องกันครับ เรียกว่าคนละตัวละครคนละเรื่องกันเลย
Shock Wave ว่าด้วยเรื่องของ จางไจ้ซาน (หลิวเต๋อหัว) เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ระเบิดที่ปลอมตัวเข้าไปแทรกซึมอยู่ในแก๊งโจรที่มีหัวหน้าคือ หงจี้เผิง (Wu Jiang) หลังพวกโจรลงมือปล้นแล้วจางไจ้ซานก็เปิดเผยตัวตนเพื่อจับกุมครับ แต่เขาจับคนในแก๊งได้แค่บางส่วน ในขณะที่หงจี้เผิงหลบหนีไปได้
ตามดูกันต่อครับ สำหรับหนังแห่งจักรวาลโลกเวทมนตร์ นี่ก็ถึงภาค 3 แล้ว มาได้ครึ่งทาง (จากที่วางแผนไว้ว่าจะทำ 5 ภาค) และนี่คือความรู้สึกที่ผมมีต่อ Fantastic Beasts: The Secrets of Dumbledore ครับ
ที่ผมเขียนนี่ เขียนหลังจากดูหนังเรื่องนี้เป็นรอบที่ 2 ครับ เหตุผลที่ไม่ได้เขียนตั้งแต่ตอนดูรอบแรกก็คงเพราะผมไม่โอกับหนังเท่าไร คือไม่ชอบในบางสิ่งและไม่โอในบางอย่างน่ะครับ แต่ถ้าว่ากันโดยรวมหนังก็ยังมีจุดดีของมัน เพียงแต่มันควรจะดีได้อีกเท่านั้นเอง