ป้ายกำกับ: 2018

Daredevil Season 3 (2018) แดร์เดวิล ปี 3

Daredevil ปี 3 ออกฉายในปี 2018 แต่กว่าผมจะได้ฤกษ์เปิดดูก็ปาเข้าไปตอนปลายปี 2021 แล้วครับ

The Christmas Chronicles (2018) ผจญภัยพิทักษ์คริสต์มาส

เป็นหนังคริสต์มาสอีกเรื่องที่ผมเอามาดูซ้ำหลายรอบอยู่ครับ เพราะหนังมันครบเครื่องสำหรับหนังผจญภัยวันคริสต์มาสต์แบบกำลังดี

Johnny English Strikes Again (2018) จอห์นนี่ อิงลิช พยัคฆ์ร้าย ศูนย์ ศูนย์ ก๊าก รีเทิร์น

ยอมรับว่าตอนแรกผมดู Johnny English Strikes Again ด้วยความคาดหวังว่าหนังมันจะฮาน่ะนะครับ แต่พอดูๆ ไปห้วงอารมณ์มันเกิดเปลี่ยนเป็นว่า “แวะมาเยี่ยมเพื่อนเก่า” ซะยังงั้น

Bad Times at the El Royale (2018) ห้วงวิกฤตที่ แอล โรแยล

เรื่องนี้นี่จัดว่าเข้าทางผมเลยครับ เป็นหนังว่าด้วยปริศนาซ่อนเงื่อน เดินเรื่องเหมือนนิยายที่เปิดไปทีละหน้าๆ ให้เราค่อยๆ รู้จักตัวละคร ค่อยๆ สังเกตรายละเอียดและความผิดปกติบางประการที่เกิดขึ้น ก่อนที่ปมจะเริ่มเปิดให้เราคอยติดตามว่าเรื่องมันจะไปทางไหนต่อ

Mandy (2018) แมนดี้ ล่าแค้นลัทธิคลั่ง

นิยามได้เลยครับว่าหนังเรื่องนี้ออกแนว “สยอง หลอน เมา” ซึ่งจริงๆ เข้าทางผมนะ แต่ขณะเดียวกันก็เผื่อใจเอาไว้นิดๆ ว่าพอดูแล้วอาจจะไม่ถึงกับชอบมากอย่างที่คาดก็ได้ (ว่าง่ายๆ คือลดความคาดหวังก่อนดูนั่นแหละครับ)

Cobra Kai Season 1 (2018) คอบร้า ไค ปี 1

The Karate Kid ถือเป็นหนึ่งในหนังที่ประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของผม แม้ว่าผมจะไม่ได้เอาหนังชุดนี้มาดูบ่อยๆ และว่าตามจริงก็ไม่ได้ถึงขนาดชอบสุดๆ แต่มันมี Impact ที่สำคัญประการหนึ่งต่อตัวผม จนผมยังนึกถึงอยู่เป็นระยะๆ ครับ

Zhang Sanfeng: Peerless Hero (2018), จางซานฟง

เหตุผลที่อยากดูหนังเรื่องนี้ไม่ใช่อะไรหรอกครับ คือเห็นตัวอย่างแล้วพบว่าหนังมันไม่เน้น Effect ไม่เน้น CG แบบที่หนังสมัยนี้ชอบทำกันออกมา แต่บู๊กันด้วยหมัดกับเท้าแล้วก็ใช้สลิง ใช้ระเบิดตูมตามตามสูตรหนังกำลังภายในสมัยก่อน ก็เลยรู้สึกสนใจขึ้นมา

Deep Blue Sea 2 (2018) ฝูงมฤตยูใต้สมุทร 2

ผมพอจะคาดเดาได้นะครับว่าหนังจะออกมาอีท่าไหน คือความคาดหวังน่ะไม่มีอยู่แล้ว กะดูเอาฮาอย่างเดียว แต่ครั้นพอได้ดูก็ยอมรับเลยครับว่าอดจะแอบเฮิร์ทไม่ได้ที่หนังเอาชื่อ Deep Blue Sea มาใช้

Destination Wedding (2018) ไปงานแต่งเขา แต่เรารักกัน

ถ้าฟังจากเรื่องย่อก็ชวนให้คิดว่าหนังจะมาในแนว Before Sunrise แต่พอดูตัวอย่างแล้วก็รู้สึกว่าหนังน่าจะมาในโทน Woody Allen ที่ให้ตัวละครมาต่อปากต่อคำกันมากกว่า