เรื่องราวบทที่ 3 ที่สานต่อจาก The Christmas Shoes และ The Christmas Blessing นะครับ โดยยังคงสร้างจากบทประพันธ์เล่มต่อมาของ Donna Van Liere เช่นเคย เรียกว่าเขียนและได้รับความนิยมจนครบเป็นไตรภาคเลยครับ
เรื่องราวบทที่ 3 ที่สานต่อจาก The Christmas Shoes และ The Christmas Blessing นะครับ โดยยังคงสร้างจากบทประพันธ์เล่มต่อมาของ Donna Van Liere เช่นเคย เรียกว่าเขียนและได้รับความนิยมจนครบเป็นไตรภาคเลยครับ
คุณหนุ่มๆ ครับ เหตุผลที่ทำให้คุณอยากดูหนังเรื่องนี้คืออะไร…
ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ผมเกิดคำถามครับ ว่าผมดูหนังสยองมากจนเห็นหนังเรื่องนี้เป็นแค่หนังเกรดบี หรือตัวหนังเองมันทำออกมาในระดับหนังเกรดบีกันแน่
ตัวอย่างน่าสนใจนะครับ คนกำกับก็ใช่ว่าจะธรรมดา เขาคือ David S. Goyer ที่แม้จะเคยเปิดตัวอย่างไม่ค่อยสวยนักใน Blade: Trinity แต่พี่แกก็แสดงศักยภาพการปั่นเรื่องราวใน The Dark Knight ออกมาได้เฉียบขาด ก็เลยหวังไว้นิดๆ ว่างานนี้แกน่าจะกลับมาสร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะผู้กำกับได้… แต่ดูเหมือนจะยังแฮะ
และแล้วฤดูซัมเมอร์ก็เวียนมาบรรจบอีกครั้งนะครับ หนังใหญ่เตรียมกระหน่ำมาให้เราชมกัน โดยมีเรื่องนี้เป็นหัวแถวมาโกยเงินก่อนเพื่อน ถ้าดูจากแนวโน้มก็น่าจะรับทรัพย์ล่ะครับ กระแสดีจะตาย ส่วนตัวหนังเองนั้นแม้จะมีการปล่อยแผ่นผีออกมาจน พี่ Hugh Jackman ออกมาบ่นน้อยใจก็เถอะ แต่ยังไงคนที่ตั้งใจจะเดินเข้าโรงไปดูก็คงไม่พลาดล่ะนะครับ ซึ่งผมก็ค่อนข้างเชียร์เลยล่ะ เพราะหนังออกมาสนุก ครบรส มันส์คุ้มค่าตั๋วดี
เป็นหนังแวมไพร์ที่ไม่ธรรมดา มาพร้อมไอเดีย แง่คิด และจัดว่ามีความสดพอตัว
เข้าใจผิดไปหลายกิโลเลยครับ ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้มันจะเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดอาละวาดกลางขั้วโลกที่เต็มไปด้วยพายุน้ำแข็ง (จินตนาการไปประมาณ The Thing น่ะครับ) แต่พอดูไปสักพักก็ถึงบางอ้าวครับ นี่มันหนังฆาตกรรมสืบสวนนี่หน่า
และนี่ก็คือภาคที่ 6 ใน หนังชุดซอมบี้ตระกูล of The Dead ของลุง George A. Romero ต้นตำรับผีลืมหลุมกินคนเจ้าเก่านะครับ
มาครับ เรื่องนี้จะเล่าง่ายๆ ร่ายสั้นๆ เพราะมันไม่ค่อยจะมีอะไรให้พูดถึงเท่าไร
โปรเจคท์หนัง Drag Me to Hell เรื่องนี้ อาจทำให้ใครหลายคนงงว่า ไหงผู้กำกับพันล้าน Sam Raimi แห่งหนังชุด Spider-Man ถึงลงมาจับงานหนังสยองเล็กๆ อย่างนี้ได้