ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ดาราหนังบู๊เลือกเล่นบทที่เหมาะกับเขา
ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ดาราหนังบู๊เลือกเล่นบทที่เหมาะกับเขา
ยุทธการดูหนังเพื่อความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดมากของผมยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งครับ รู้ตัวเลยว่าช่วงที่ผ่านมาดูหนังน้อย เลยมาเก็บสแปร์เอาช่วงนี้ ดีกรีความอยากเขียนรีวิวเลยกลับมาแบบเต็มสตรีมอีกรอบ (ผมเลยบ้าพลังเขียนมันแทบทุกวันแบบนี้ไงครับ)
Quentin Tarantino นี่เป็นผู้กำกับหนังแนวอีกคนของวงการจริงๆ ครับ ขยันหาอะไรแบบธรรมดาที่ไม่ธรรมดามาเสิร์ฟคนดูหนังอยู่ประจำ
ไคลี่ แพรตต์ (Jodie Foster) กับลูกสาวได้เดินทางกลับบ้านด้วยเครื่องบินนะครับ จากเบอร์ลินไปอเมริกา ระหว่างทางไคลี่ก็พลอยหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกที ลูกสาวเธอกลับหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ ถามใครๆ ก็บอกไม่มีใครเห็น พอตรวจดูบันทึกผู้โดยสารกลับไม่ปรากฎว่าเธอพาลูกขึ้นมาด้วย
ตอนเห็นตัวอย่างแว่บแรกผมคิดถึงหนังเรื่อง Anatomie ขึ้นมาทันที เพราะเนื้อหามันมาทางเดียวกันเลยครับ ว่าด้วยนักศึกษาแพทย์ที่ลงมือเชือดคนเพื่อการศึกษา (ผสมความสะใจ) แต่จะต่างกันแค่เรื่อง Anatomie นั้นเป็นหนังปี 2000 และมันสนุกกว่าเรื่อง Pathology ประมาณ 1 ดีกรี
เป็นการจับเอา Die Hard มาเจอกับ Air Force One แล้วปรุงรสด้วย “การถล่มทำเนียบขาวเล่น” ตามสไตล์ของผู้กำกับ Roland Emmerich ที่หาพล็อตมาถล่มโลกได้บ่อยมากๆ คนหนึ่ง
สเปนเซอร์ อามาคอสต์ (Johnny Depp) คือนักบินอวกาศที่ถูกส่งตัวไปซ่อมดาวเทียมที่นอกโลก แต่แล้วระหว่างปฏิบัติงานทาง NASA ได้ขาดการติดต่อกับเหล่านักบินไป 2 นาที
ถ้าคุณอยากรู้ว่า Steven Spielberg แจ้งเกิดอย่างไร ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงจะเข้าใจขึ้นในระดับหนึ่ง
แวะมาหนังบู๊เก่าๆ ของ Bruce Willis บ้างนะครับ กับ Striking Distance ที่พี่ท่านมารับบท ทอม ฮาร์ดี้ ตำรวจตงฉินจอมระห่ำ ที่มีความแค้นฝังใจเนื่องจากพ่อตนเองโดนฆาตกรรม และเขาเชื่อว่าคนทำก็ต้องเป็นคนในกรมตำรวจอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่มีใครฟัง แม้แต่ลุงของเขาเอง
คาเรน แม็คคานน์ (Sally Field) น่าจะมีชีวิตที่สดใสจนใครๆ อิจฉาครับ ไหนจะมีสามีที่ดี (Ed Harris) ลูกสาวน่ารักของคนได้แก่ จูลี่ (Olivia Burnette) และเมแกน (Alexandra Kyle) แต่แล้วทุกอย่างต้องมาพังทลายเมื่อจูลี่ถูกข่มขืนแล้วฆ่าอย่างอำมหิต จากการสืบสวนผู้ต้องสงสัยก็คือ โรเบิร์ต ดู๊บ (Kiefer Sutherland)