ผมขอยกให้ The Man from Earth เป็นสุดยอดหนังไซไฟที่กระตุกต่อมคิด อุดมปรัชญา และปลุกจินตนาการได้ โดยไม่มี Special Effect ในหนังเลย แม้แต่ฉากเดียว
ผมขอยกให้ The Man from Earth เป็นสุดยอดหนังไซไฟที่กระตุกต่อมคิด อุดมปรัชญา และปลุกจินตนาการได้ โดยไม่มี Special Effect ในหนังเลย แม้แต่ฉากเดียว
“ถ้าเปรียบคนเป็นเรือ ความเชื่อก็คงเป็นน้ำ
อันว่าน้ำนั้น ลอยเรือได้ ก็จมเรือได้เช่นกัน”
นั่นคือสิ่งที่ผมคิด หลังดู Noah ครับ
The Postman เป็นหนังที่ล้มคว่ำโครมใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งครับ ลงทุนระดับ $80 ล้าน แต่ได้คืนมาไม่ถึง $20 ล้าน โดนกระหน่ำสับเป็นบะช่อก็ว่าได้
ขอยกให้ Draft Day เป็นหนังเข้มข้นเกินคาดแห่งปีครับ
หนังรักโรแมนติกย้อนยุคที่ดูสนุกและรสชาติหวานอร่อยกำลังดีครับ
จู๋ๆ ก็นึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมาครับ เลยขอหยิบมาเขียนถึงสักหน่อย
ภาคนี้จับเอาเครื่องบินคองคอร์ดที่กำลังโด่งดังในสมัยนั้นมาเป็นพาหนะเกิดเหตุครับ โดยพล็อตจริงๆ ไม่เชิงเป็นหนังภัยพิบัติ แต่เป็นแนวแอ็กชันระทึกขวัญมากกว่า
ภาคที่ 3 ของหนังชุด Airport นะครับ คราวนี้เหตุมาเกิดบนเครื่องบินส่วนตัวลำหนึ่งของมหาเศรษฐีฟิลลิป สตีเวนส์ (James Stewart) ที่มีทั้งผู้โดยสารและงานศิลปะล้ำค่า แล้วทีนี้ก็มีโจร 2 คนวางแผนปลอมตัวขึ้นไปบนเครื่อง ก่อนจะปล่อยแก๊สสลบให้คนทั้งเครื่องหลับ จากนั้นก็กะจะจอดเครื่องทิ้งไว้บนเกาะรกร้าง ก่อนจะขนงานศิลปะออกจากเครื่องและหลบหนีไป
หลังจากความสำเร็จระดับ $100 ล้านในภาคแรก (ถ้าตีเป็นค่าตั๋วและค่าเงินปัจจุบัน จะมูลค่าเท่ากับ $530 ล้านโดยประมาณ) และช่วงยุค 70 นั้นหนังแนวภัยพิบัติกำลังมาแรง ทำให้การทำภาคต่อเป็นอะไรที่ไม่ต้องคิดเลยครับ ต้องทำออกมาแน่นอน
Airport ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะหนังว่าด้วยภัยพิบัติเรื่องแรกๆ ในยุคทองของหนังแนวนี้น่ะนะครับ แต่ถ้าดูกันจริงๆ แล้วโครงสร้าง 90% ของหนังจะออกแนวชีวิตมากกว่าครับ ส่วนอีก 10% ที่ว่าด้วยภัยพิบัตินั้นจะมีให้เห็นแบบชัดๆ ก็ตอนไคลแม็กซ์โน่นเลย