The Gentlemen หนังเมามันส์ตามสไตล์ Guy Ritchie ที่ไม่ต้องเล่าอะไรมากครับ ง่ายๆ เลยคือใครที่ชื่นชอบงานเก่าๆ ที่เก๋าๆ กวนๆ ของพี่แกอย่าง Lock, Stock and Two Smoking Barrels และ Snatch ก็จัดเรื่องนี้ได้เลย เพราะลีลาของหนังก็จะประมาณเดียวกันนั่นแหละ
The Gentlemen หนังเมามันส์ตามสไตล์ Guy Ritchie ที่ไม่ต้องเล่าอะไรมากครับ ง่ายๆ เลยคือใครที่ชื่นชอบงานเก่าๆ ที่เก๋าๆ กวนๆ ของพี่แกอย่าง Lock, Stock and Two Smoking Barrels และ Snatch ก็จัดเรื่องนี้ได้เลย เพราะลีลาของหนังก็จะประมาณเดียวกันนั่นแหละ
ดุดุดุ – Magnificent Warriors หนังบู๊สายฟัดของซือเจ๊ Michelle Yeoh ที่ถือว่าดูเอามันส์เสพความบันเทิงได้แบบสบายๆ
Battle of Britain เล่าถึงเหตุการณ์ในปี 1940 ช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 กับปฏิบัติการของกองทัพอากาศเยอรมัน (Luftwaffe) ที่หมายมั่นจะยึดครองน่านฟ้าของอังกฤษ จึงเปิดเกมส่งเครื่องบินนับพันไปจู่โจมอังกฤษ อีกทั้งทิ้งระเบิดทำลายจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ซึ่งหากแผนนี้สำเร็จก็จะเท่ากับเยอรมันสามารถช่วงชิงความได้เปรียบมาสู่ฝ่ายตน
Colors หนังตำรวจคู่หูอีกเรื่องแห่งยุค 80 ที่ไม่ได้มันส์ในแง่ของแอ็คชั่น (เพราะหนังไม่ได้เน้นแอ็คชั่นน่ะนะครับ) แต่จะมาเข้มข้นตรงการแสดงของ 2 ดารานำอย่าง Sean Penn และ Robert Duvall
ผมสนุกกับ Aeon Flux ตอนได้ดูรอบแรกครับ ครั้นพอมาดูซ้ำความชอบอาจไม่ได้มากขึ้น – ดีไม่ดีอาจจะลดลงด้วย – แต่มันทำให้ตระหนักชัดขึ้นน่ะครับว่าอะไรในหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกชอบในการดูรอบก่อนๆ
The Magnificent Seven Ride! ภาค 4 อันเป็นภาคสุดท้ายของหนังชุดเจ็ดสิงห์แดนเสือ ว่าตามจริงตอนแรกผมยังแอบคิดน่ะนะครับว่าหนังจะออกมาแย่ไหม เพราะส่วนใหญ่หนังที่ทำออกมาหลายภาคก็มักจะสาละวันเตี้ยลงตามจำนวนภาค แต่กลายเป็นว่าหนังก็เพลินใช้ได้ – ดีไม่ดีผมอาจจะเพลินมากกว่า 2 ภาคก่อนอีกครับ (แต่แน่นอนว่าสู้ภาคแรกไม่ได้ครับ)
Guns of the Magnificent Seven ตอนที่ 3 ของหนังชุดนี้ครับ ที่ยังมีการทำออกมาเพราะทำแล้วได้เงินได้ทอง
Return of the Seven ภาคต่อที่ตามรอยความสำเร็จของภาคแรกครับ หนนี้คริส (Yul Brynner) และ วิน (Robert Fuller) กลับมายังเมืองเล็กๆ ที่พวกเขาเคยปกป้องอีกครั้งหลังจากทราบว่าชิโก้ (Julián Mateos) กับชาวเมืองอีกส่วนหนึ่งถูกจับตัวไป ทำให้คริสต้องเกณฑ์ยอดฝีมือบนหลังม้าอีกครั้งเพื่อไปช่วยชาวเมืองกลับมา
The Magnificent Seven ถือเป็นหนังคาวบอยระดับคลาสสิคที่อยากให้ทุกท่านลองชมสักครั้งคราครับ – ส่วนผมนั้นตอนดูรอบแรกผมก็เฉยๆ นะ ส่วนหนึ่งอาจเพราะดูระหว่างทำงานเลยไม่ได้มีสมาธิมากนัก แต่มารู้สึกชอบมากขึ้นตอนดูรอบหลังนี่แหละ มันตระหนักถึงความคลาสสิคของหนังเลย
The Unbearable Weight of Massive Talent ถือเป็นหนังฮาที่สร้างขึ้นมาเพื่อคนรัก Nicolas Cage อย่างแท้จริงครับ