ว่าแบบไม่อ้อมค้อม หนังดูได้เรื่อยๆ ครับ แต่ดูจบแล้วก็จบกัน ไม่ได้ถึงกับชอบอะไร
ว่าแบบไม่อ้อมค้อม หนังดูได้เรื่อยๆ ครับ แต่ดูจบแล้วก็จบกัน ไม่ได้ถึงกับชอบอะไร
ใครอยากดูหนังแอ็คชั่นเอามันส์เอาฮานี่ผมแนะนำเรื่องนี้เลยครับ มันบ้าบอสนุกสนานโดนเส้นผมจริงๆ
หนังซอมบี้เกาหลีแบบย้อนยุคครับ ว่าด้วยการระบาดของเชื้อซอมบี้ที่เปลี่ยนคนทั้งเมืองให้กลายเป็นผีร้ายกระหายเลือด แล้วขณะเดียวกันหนังก็พ่วงผสมแนวชิงบัลลังก์เข้าไปด้วยอีกแนวหนึ่ง
เรื่องนี้ก็ดูแบบไม่คาดหวังครับ แต่ขณะเดียวกันในใจก็พอจะเดาอะไรๆ ได้ตั้งแต่ตอนดูตัวอย่าง ไม่ว่าจะตัวเอกที่ออกแนว Loser หน่อยๆ แล้วก็กำลังพยายามสร้างความสำเร็จให้กับชีวิตโดยการหางานดีๆ ทำ แล้วก็จับพลัดจับผลูต้องกลายมาเป็นฮีโร่แบบไม่ทันตั้งตัว
ผมจำได้ว่าก่อน The Flash จะฉายนั้นมีกระแสเชิงบวกมากมายว่าหนังสนุกมาก ดีมาก แต่พอออกฉายหนังกลับไปไม่ได้ไกล ครั้นพอได้ดูก็พอเข้าใจน่ะครับ คือหนังมันก็สนุกใช้ได้นั่นแหละ แต่มันก็ไม่ได้ว้าวอะไร คือดูสนุกตามมาตรฐานของหนังซูเปอร์ฮีโร่ – ว่าตรงๆ ก็คือ สนุกตามมาตรฐาน แต่ไม่ได้พิเศษอะไร
ถือเป็นหนังในขบวน Train to Busan ครับ ว่าด้วย 4 ปีต่อมาหลังจากเกิดเหตุซอมบี้คลั่งพล่านเกาหลีใต้ แล้วก็มีคนบางส่วนอพยพหนีออกมา ทีนี้หนังก็ผูกเรื่องประมาณว่ามีผู้ร้ายหัวใสในฮ่องกงเกิดปิ๊งไอเดียว่ามันยังมีทรัพย์สินมีค่าตกค้างอยู่ที่นั่น เลยจูงใจ (แกมบังคับ) ให้คนกลุ่มหนึ่งลักลอบกลับเข้าไปยังเกาหลีเพื่อไปขนทรัพย์สินเหล่านั้นมา
แม้ว่าหนังภาคนี้จะบอกว่าเป็นบทสรุปของไตรภาค แต่ผู้กำกับ Antoine Fuqua เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครับว่าถ้าพี่ Denzel Washington แกเอ่ยปากว่าอยากทำต่อ ไม่ว่าจะภาคต่อหรือภาคก่อนหน้า (Prequel) ก็ตาม เขาก็พร้อมจะกลับมาร่วมงานด้วยเสมอครับ
ทุกๆ 10 ปีจะมีการประลองที่ลือลั่นสะเทือนยุทธภพระหว่างจอมยุทธจีนและญี่ปุ่น และครั้งนี้ก็เช่นกันครับ – ปู้ชิงหวิน (หลิวสงเหยิน, Damian Lau) ศิษย์วัดเส้าหลิน ตัวแทนชาวจีน กับมิยาโมโตะ อิจิโร่ (ฉีเส้าเฉียน, Norman Chu) ลูกศิษย์รุ่นที่ 4 ของพรรคชินคาเกะ ตัวแทนชาวญี่ปุ่น พวกเขามีนัดหมายประลองกันที่สำนักเทพกระบี่
ผมเคยดูภาคนี้ไปหนึ่งรอบเมื่อตอนมันออกใหม่ๆ ตอนนั้นดูแบบไม่ได้เอาภาคแรกมาดูซ้ำก่อนดูภาคนี้ ความรู้สึกที่ได้ก็ประมาณว่าชอบภาคแรกมากกว่า และรู้สึกสนุกกับภาคนี้ไม่มากนัก
ผมเพิ่งรู้ครับว่าหนังเรื่องนี้มันมี 2 เวอร์ชั่น