อีกหนึ่ง NCIS ที่แตกหน่อออกมานะครับ ครั้งนี้ฉากหลังคือฮาวาย ส่วนพล็อตก็เหมือนเดิม นั่นคือเหล่าเจ้าหน้าที่ NCIS ที่มีหน้าที่สืบสวนคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคดีฆาตกรรมน่ะครับ แล้วพวกเขาก็มีหน้าที่ไขคดีให้กระจ่าง
อีกหนึ่ง NCIS ที่แตกหน่อออกมานะครับ ครั้งนี้ฉากหลังคือฮาวาย ส่วนพล็อตก็เหมือนเดิม นั่นคือเหล่าเจ้าหน้าที่ NCIS ที่มีหน้าที่สืบสวนคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคดีฆาตกรรมน่ะครับ แล้วพวกเขาก็มีหน้าที่ไขคดีให้กระจ่าง
ตอนดูหนังเรื่องนี้จบอารมณ์มันเหมือนเดจาวูครับ มันเหมือนผมเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนแฮะ…
เรื่องนี้ถือว่าใช้ได้อยู่ครับ เป็นการเอาหนังแนวรอมคอมมายำเข้ากับแนวไล่เชือด อาจไม่ถึงกับเด็ดขาดมากมาย แต่ก็ดูเอาเพลินได้ไม่เลว
นักสืบเฮเซล (Susan Sarandon) ปฏิบัติงานอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นทั้งที่ไม่มีคดีแบบนี้มาหลายปี เธอกับคู่หูอย่างเรย์ กรีน (Gil Bellows) และเด็กใหม่อย่างเบน วินเกต (Topher Grace) เลยต้องร่วมมือกันสืบค้นความจริง ว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกร
องค์หญิงไท่ผิง (Liang Yuan) ทรงฝันถึงอาชาสวรรค์ นักพรตสาวเสวียนจี๋ (Yumiko Cheng) จึงทำนายทายทักว่าจะเกิดสิ่งมงคล ขณะเดียวกันก็เกิดคดีฆ่าล้างตระกูลอวี๋ 18 ชีวิต ซึ่งนายอำเภอก็ดูเหมือนจะปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว แต่ตี๋เหรินเจี๋ย (Wei Wei) ก็ก้าวเข้ามาพร้อมบังเกิดความสงสัย ว่าคดีนี้อาจไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ คิด
สรุปได้แบบไม่ยากเย็นว่าชอบภาคแรกมากกว่าภาค 2 แต่ก็บอกได้แบบตรงๆ เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นภาคต่อที่ทำได้ดี คุ้มค่าแก่การรับชม
ก่อนดู CSI ชุดนี้ ผมก็เอา CSI ดั้งเดิมของเก่ามาเวียนดูอีกรอบตามความต้องการของภรรยาครับ แล้วเราก็เห็นตรงกันว่าตอนจบของ CSI ดั้งเดิมคือคือปี 9 ตอนที่ 10 อันเป็นตอนที่ กิล กริมซั่ม (William Petersen) ก้าวออกจากซีรี่ส์ไป สำหรับผม ผมถือว่าตอนนั้นแหละที่ซีรี่ส์จบบริบูรณ์ไปแล้ว ส่วนปีต่อๆ มาก็ถือว่าดูได้ แต่ความอินความพีคมันจะไม่มากเท่า 9 ปีแรกอีกแล้ว
เรื่องนี้เล่าง่ายครับ สรุปเลยคือถ้าท่านเป็นคอหนังแนวเชือด (Slasher) ก็สามารถดูเรื่องนี้ได้แบบเรื่อยๆ ขอเพียงไม่คาดหวังก็น่าจะพอได้อยู่
ไปๆ มาๆ ผมคงเป็นแฟนหนังซีรี่ส์นี้แบบไม่รู้ตัวครับ เพราะแม้จะไม่ถึงกับชอบโคตรๆ แต่ก็ถือว่าชอบในระดับหนึ่ง แล้วก็ตามดูมันทุกตอนทั้งเวอร์ชั่นหนังและซีรี่ส์ ซึ่งโดยรวมมันก็เพลินดีแหละครับ
บอกตรงๆ ว่าผมแอบสงสารผู้กำกับ Paul Feig นะ เพราะดูเหมือนหนังของพี่แกมักมีดราม่ามาจากนักแสดงอยู่เรื่อย อย่าง Ghostbusters ฉบับปี 2016 หรือมาเรื่องนี้ก็ยังมีเรื่องของ Blake Lively อีก – คือถ้ามาเมืองไทยผมคงบอกให้พี่แกไปหาทางแก้ชงแก้กรรมน่ะครับ เจออะไรแบบนี้บ่อยจัง