ทัศนามาเรียบร้อยกับ Sex and The City 2 แม้จะโดนสับเป็นบะช่อจากเมืองนอกแต่ก็ยังอยากดู อารมณ์มันประมาณว่าอยากเข้าไปเจอเพื่อนเก่าน่ะครับ แวะไปดูว่า 4 สาวเขามีชีวิตเป็นยังไงกันบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งสองปี
ทัศนามาเรียบร้อยกับ Sex and The City 2 แม้จะโดนสับเป็นบะช่อจากเมืองนอกแต่ก็ยังอยากดู อารมณ์มันประมาณว่าอยากเข้าไปเจอเพื่อนเก่าน่ะครับ แวะไปดูว่า 4 สาวเขามีชีวิตเป็นยังไงกันบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งสองปี
ออกตัวล่วงหน้าเลยนะครับว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่สนุกสนานกับซีรี่ส์ SatC มาแต่ไหนแต่ไร
ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ไม่เชิงเป็น Feel Good ครับ และขณะเดียวกันก็ไม่ถึงกับ Feel Real แต่มันออกแนว Feel Warm คือดูแล้วอาจไม่ถึงกับทำให้เรารู้สึกว่าโลกสวยขึ้นมาแบบทันตาเห็น แต่ดูแล้วมันอบอุ่น กินใจ ติดดิน เรียบง่าย และงดงามแบบกำลังเหมาะ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าผมอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายสำหรับหนังเรื่องรักหมดแก้ว เลิฟออนเดอะร็อก ครับ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเข้าไม่ถึงหลายๆ สิ่งที่หนังพยายามนำเสนอ
ว่าตามจริงผมชอบพล็อตของ ตัวพ่อ เรียกพ่อ นะครับ กับเรื่องคุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยวชื่อว่า โป้ง (แดน วรเวช) ที่ต้องเลี้ยงลูกสาวตัวน้อยเพียงลำพัง
นั่งคิดนิยามหนังเรื่องนี้อยู่พักหนึ่ง จะบอกว่ามัน Feel Good ก็ไม่ใช่ แต่ครั้นจะเรียกว่า Feel Real มันก็ไม่เชิง เพราะหนังจัดว่าอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 แบบที่ว่านั้นครับ
ผมยังจำความรู้สึกผมตอนดูฉากแรกๆ ของหนังเรื่อง “มนต์เพลงลูกทุ่งเอฟเอ็ม” ได้ครับ (อย่าเพิ่งงงว่าผมจั่วชื่อเรื่องผิดครับ ลองอ่านกันก่อน)
จำได้ว่าเมื่อ 11 ปีก่อน ผมดูหนังไทยเรื่อง “กั๊กกะกาวน์” แล้วรู้สึกชอบครับ แต่เพื่อนๆ ไม่มีใครชอบกับผมสักคน บางคนสงสัยถึงขนาดว่า “ทำไมแกชอบหนังซอมบี้แบบนั้นฟะ” (ในความหมายคงประมาณว่าหนังมันอืดถืดยืดช้า แทบไม่มีแก่นสารให้ติดตาม)
เรามาดูหนังอินเดียกันต่อนะครับ อีกเรื่องที่ผมชอบก็คือ Zindagi Na Milegi Dobara หรือชื่อไทยว่า “ลุยสุดมันส์ แดนฝันสเปน” ที่ผมขอนิยามว่าเป็น The Hangover เวอร์ชั่น “มีสติ” ครับ ^_^
หลายปีที่ผ่านมา ผมเจอหนังอินเดียขโมยหัวใจไปหลายเรื่องเลยครับ และ The Lunchbox ก็เป็นหนึ่งในนั้น ^_^