เมื่อผมดูสารคดีชุดนี้จบ ผมก็รู้สึกโหวงไประยะหนึ่งครับ มันเหมือนลอยๆ มันเหมือนรู้สึกในหัวว่า “จบแล้วหรือนี่?” – ผมบรรยายแบบนี้ตอนนี้หลายท่านอาจงงว่ามันไปไงมาไง มาครับ เดี๋ยวผมบรรยายให้ละเอียดกว่านี้ดีกว่า
เมื่อผมดูสารคดีชุดนี้จบ ผมก็รู้สึกโหวงไประยะหนึ่งครับ มันเหมือนลอยๆ มันเหมือนรู้สึกในหัวว่า “จบแล้วหรือนี่?” – ผมบรรยายแบบนี้ตอนนี้หลายท่านอาจงงว่ามันไปไงมาไง มาครับ เดี๋ยวผมบรรยายให้ละเอียดกว่านี้ดีกว่า
ภาคแรกถือว่าทำได้ดี ภาคสองก็โอเคกว่าที่คิด ครั้นมาดูภาค 3 ผมก็เผื่อใจไม่คาดหวังตามสูตรครับ เผื่อความโอเคมันจะลดลงตามจำนวนภาค แต่ที่ไหนได้ ภาคนี้ก็ใช้ได้อีกเหมือนกัน ถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับภาค 2 เลย
มีคนร้ายวางระเบิดไว้บนรถด่วนชินคันเซ็น ขบวนฮายาบุสะหมายเลข 60 โดยมันขู่ว่าหากรถวิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อไร ระเบิดจะถูกจุดชนวนทันที และมันยังยื่นข้อเรียกร้องเป็นเงินหนึ่งแสนล้านเยนเป็นค่าไถ่สำหรับชีวิตทุกคนบนรถด่วนขบวนนี้ – เรื่องที่เหลือไปดูกันต่อในหนังนะครับ
ก่อนดูนี่ไม่คาดหวังอะไรเลยครับ เพราะรู้ว่าเป็นหนังภาคต่อแบบทำลงทีวีก่อนจะออกแผ่นในเวลาต่อมา แล้วก็ทำหลังจากภาคแรกตั้ง 14 ปีแน่ะ
ผมเล็งที่จะดูสารคดีชุดนี้ตั้งแต่เห็นแว้บๆ ใน VIPA แล้วครับ แต่ก็นั่นแหละ มีอะไรให้ทำเยอะ มีอะไรให้ดูแยะ กว่าจะได้มาดูจริงๆ ก็ปาเข้าไปตอนที่ VIPA กำลังจะถอดออกอยู่แล้ว – ดูเหมือนชีวิตผมจะเป็นแบบนี้ประจำเลยแฮะ
นี่คือหนังที่ผมจะเอามาดูเสมอก่อนดู JFK ของ Oliver Stone ครับ เพราะรู้สึกเหมือนมันเป็นภาคก่อนหน้า เป็นการบอกเล่าเรื่องราวช่วงก่อนที่จอห์น เอฟ เคนเนดี้จะถูกลอบสังหาร
ยอมรับว่าถูกใจเรื่องนี้แบบคาดไม่ถึง โดยเฉพาะลีลาตลกร้ายแสบสันต์ที่เสียดสีอะไรต่อมิอะไรตลอดทั้งเรื่อง อีกทั้งบทสนทนาแบบโบ๊ะบ๊ะที่เข้ากับสไตล์การพากย์ของทีมพันธมิตรเป็นที่สุด
ผมจัดเรื่องนี้ไป 2 รอบ ไม่ใช่เพราะชอบอะไรมากมายหรอกครับ แต่ดูเพื่อเอามันส์ อยากดูกระบวนท่าหนึ่งรุมแสนเอาความสะใจ ซึ่งผมว่ามันก็ตอบโจทย์บันเทิงพอได้อยู่เหมือนกัน
เรื่องนี้จัดซ้ำไปแล้วหลายรอบ แล้วก็มันส์ทุกรอบ ไปๆ มาๆ ผมว่าภาคแยกนี่ดูจะสนุกลงตัวกว่า Fast ภาคหลังๆ ซะอีก
ตอนดูเรื่องนี้รอบแรก ผมจะออกแนวเฉยๆ ครับ มันรู้สึกว่าฉากต่อสู้ยังไม่มันส์เท่าไร และการเล่าเรื่องก็ออกแนวเรื่อยๆ ยังไม่ชวนติดตามแบบเต็มๆ