กำกับโดย Mikael Salomon (Hard Rain) จากนิยายสุดดังของ Stephen King นะครับ ซึ่งเคยทำเป็นมินิซีรี่ส์มาแล้วรอบหนึ่งเมื่อปี 1979 ตอนนั้นกำกับโดย Tobe Hooper
กำกับโดย Mikael Salomon (Hard Rain) จากนิยายสุดดังของ Stephen King นะครับ ซึ่งเคยทำเป็นมินิซีรี่ส์มาแล้วรอบหนึ่งเมื่อปี 1979 ตอนนั้นกำกับโดย Tobe Hooper
ผมรู้สึกดีที่ระยะหลังๆ มีหนังสไตล์ How to สอนคนให้รู้จักใช้ชีวิตมาเรื่อยๆ อย่าง Yes Man ก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งการดูหนังพวกนี้เมื่อมาผสมกับการคิดเพิ่มรอยหยักในสมองสักนิดก็จะทำให้เราเห็นแนวทางการใช้ชีวิตที่เหมาะควร รู้ทันใจตนและเข้าใจโลกมากขึ้น อะไรแบบนี้แหละครับถึงจะเรียกว่าคืนกำไรตอบแทนคนดู
ผมทำใจล่วงหน้าก่อนเข้าโรงแล้วว่าหนังของพี่ Jim Carrey เรื่องนี้คงไม่ฮาแตกเท่าสมัยเล่น Dumb and Dumber, Liar Liar หรือ Bruce Almighty พอดูจบก็พบคำตอบว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ แหละครับ หนังขำบ้างแต่ก็ไม่มาก จึงขอสาธยายแจ้งไว้ในย่อหน้าแรกเลยนะครับว่าอย่าดูโดยคาดหวังความขำ
อะฮ้า อย่าคิดว่าฮอลลีวู้ดเขาเพิ่งมาบ้ารีเมกกันตอนหลังๆ นะครับ เพราะเขาขยันรีเมกกันมานานตั้งแต่หนังเพิ่งเกิดใหม่ๆ แล้ว
มาอีกครั้งก็ขนเอาหนังเก่ามารีวิวเลยนะครับ รับชมจาก Youtube ตามเคย แต่บอกก่อนว่าเวอร์ชั่นที่ผมชมนี้ ไม่ใช่เวอร์ชั่นหนังเต็ม เพราะ London After Midnight ได้ชื่อว่าเป็นหนังเงียบเรื่องเยี่ยมที่หายสาปสูญไปเรียบร้อย เนื่องจากต้นฉบับชุดสุดท้ายที่ถูกเก็บไว้ที่ MGM โดนไฟเผามอดไหม้ไปเมื่อปี 1965 และที่น่าเสียดายยิ่งขึ้นคือมีนักสะสมฟิล์มหนังเก่าชาวแคนาดาท่านหนึ่ง ว่ากันว่ามีฟิล์มหนังเรื่องนี้เก็บไว้ แต่นักสะสมท่านนี้ก็ไม่ยอมนำออกมาสู่สาธารณะ นอกจากนี้ยังมีข่าวลืออีกว่ามีคนเจอฟิล์มหนังเรื่องนี้หลุดรอดมาตามร้านขายของเก่า แต่ก็ไม่มีใครยืนยันข่าวนี้ได้ว่าจริงหรือไม่อย่างไร
ยอมรับว่าตอนหนังออกฉายที่อเมริกาเล่นเอาผมอึ้ง เพราะหนังไต่อันดับขึ้นที่ 1 Box Office ประจำสัปดาห์ได้ ก็คาดไม่ถึงครับว่าด้วยฟอร์มหนังมันจะไต่กระไดไปถึงนั้นได้ แม้จะกำกับโดยลุง John Carpenter คนทำหนังสยองที่ดังจาก Halloween, The Fog และ The Thing แต่ลุงท่านก็อยู่ในช่วงขาลงมาตั้งนานแล้ว เห็นได้ขึ้นอันดับแบบนี้ก็อดดีใจด้วยไม่ได้ แม้จะเปิดตัวแค่ 9 ล้านก็เถอะ (ประมาณว่าช่วงนั้นมันฮาโลวีนครับ ไม่มีหนังสยองอะไรเข้าท่าเรื่องนี้เลยเข้าวิน)
ภาคต่อเข้าโรงไปจนจะออกแผ่นแล้วนะครับ ผมว่าจะไปดูแต่ก็พลาดไป ก็ไม่เป็นไรครับ รอดูที่บ้านแล้วกัน
เท่าที่ทราบมาคอหนังที่ติดตามหนังรักของ Hallmark จะเห็นคล้ายๆ กันครับ ว่าหนังรักช่วงวาเลนไทน์ปีนี้ของ Hallmark มาในโทนที่หวานแหววน้อยลง ความโรแมนติกก็ติดดินขึ้น และเน้นที่โลกแห่งความจริง มากกว่าจะอุดมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความฝัน… ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับคนส่วนใหญ่นั่นแหละครับ ^_^
เรื่องนี้ชอบตั้งแต่ตอนดูโรงครับ บอกตรงๆ ว่าเสียดายมากที่หนังล่ม คือหนังทำเงินไปแค่ $52 ล้านจากทั่วโลก แต่เงินที่ลงทุนไปอย่างต่ำคือ $80 ล้าน แน่นอนครับว่าเจ๊งสนิท
หนังแนวพิศวาสฆาตกรรมแบบที่ฮิตทำกันออกมาในช่วงยุค 90 ว่าด้วยหญิงสาวใช้เสน่ห์ของตนลวงให้ชายซื่อๆ กระทำการฆาตกรรม หรือไม่ก็ยอมทำสิ่งผิดกฎหมายเพื่อเธอ